ส่งออกแรงไม่ตก

วงล้อเศรษฐกิจ

ภาคการส่งออกไทยใน 4 เดือนแรกของปี 2561 ทะยานขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนอีก 11.5% ด้วยมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 20,444 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน

สำหรับมูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปี 2561 คาดว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงด้วยผลของฐานสูง ซึ่งการขยายตัวเป็นผลมาจากทั้งราคาและปริมาณที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันในตลาดโลกกับราคาสินค้าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ผลของราคาน้ำมันดิบที่เปลี่ยนแปลงทุก 1% จะทำให้ราคาสินค้าส่งออกเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันประมาณ 0.11%

ซึ่งมองว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงที่เหลือจะเฉลี่ยอยู่ที่ 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่ประมาณ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ดังนั้น ผลทางด้านราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มูลค่าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป และเหล็ก ที่มีสัดส่วนถึง 1/4 ของมูลค่าส่งออกรวมจะปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ สถานการณ์ทิศทางเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2561 จะขยายตัวได้ 3.9% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ 3.7% และทิศทางการนำเข้าสินค้าโลกในปี 2561 ที่คาดว่าจะเติบโต 5.7% จาก 5.5% ในปีก่อนหน้า


อีกทั้งการส่งออกไทยยังได้รับปัจจัยส่งเสริมจากการที่สหรัฐต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับไทยในปี 2561-2563 โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินว่าการส่งออกไทยทั้งปี 2561 จะเติบโตที่ 8.6% (สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 4.8% ณ ม.ค. 2561)

อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ ได้แก่ 1. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่แม้ว่าผลกระทบต่อการค้าไทยในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด แต่ในระยะ ปานกลางถึงยาวยังคงต้องเฝ้าระวังติดตาม

และ 2. เงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ต่อเนื่อง โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2561 อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 31.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปัจจุบัน 3.5%

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics