ประณีต อ่อนไหว กรณี “บ้านป่าแหว่ง” กระทบ ถึง “คสช.”

ทั้งๆ ที่น่าจะสามารถจบปัญหา “บ้านป่าแหว่ง” ได้ตั้งแต่ภายในเดือนพฤษภาคม แต่คสช.และรัฐบาลก็ปล่อยให้คาราคาซังมาถึงเดือนมิถุนายน

และ “เค้าลาง” ที่ปรากฏดูเหมือนจะไม่จบลงง่ายๆ

ตามข้อตกลงที่เป็นมติในที่ประชุมร่วมภาคคสช. รัฐบาลและภาคประชาชน คล้ายกับว่าวันที่ 18 มิถุนายน จะเป็นวันแห่งการเริ่มต้นใหม่

นั่นก็คือ การมอบคืน “ผืนป่า” ให้เป็นของกรมธนารักษ์แล้วก็ร่วมกัน “ฟื้นฟู”

แต่จากสภาพความเป็นจริงที่มีผู้เข้าไปอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 30 ครอบครัว โดยที่ทางรัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าเป็นความจริง

นั่นแหละอาจจะกลายเป็นปัญหาใหม่

หากนับแต่วันที่ 18 มิถุนายน เด่นชัดว่าจะเป็นการเริ่มเข้าไปสู่ปัญหาใหม่ที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม นั่นหมายถึงว่ามติอันเป็นข้อตกลงก่อนหน้านี้แทบไม่มีความหมาย

ความหมายหมายความว่า การฟื้นคืน “ป่า” ยังทำไม่ได้

เหมือนกับหากเป็นเช่นนั้นคนที่เสียหาย คือ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้มาดำเนินการสะสางปัญหา

แต่หากพิจารณากันอย่างรอบด้านก็อาจจะไปไกลกว่านั้น

ความรับผิดชอบโดยตรงย่อมจะเป็นของรัฐบาล เพราะว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เสมอเป็นเพียงหนังหน้าไฟเท่านั้น


เมื่อถึง “รัฐบาล” ก็ย่อมสะเทือนถึง “คสช.”

เป็นเรื่องน่าแปลกที่ “รัฐบาล” กับ “คสช.” ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกภาพ เพราะว่าหัวหน้าคสช.ก็คือหัวหน้ารัฐบาล แต่เมื่อประสบกับปัญหา “บ้านป่าแหว่ง”

กลับพะว้าพะวัง ไม่สามารถบริหารจัดการได้

หากย้อนกลับไปศึกษาท่าทีไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าคสช. ไม่ว่าจะเป็นรองหัวหน้าคสช. ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการคสช. ล้วนอยู่ในอาการอย่างที่เรียกว่า

“อึดอัด” และไม่สุกงอมต่อ “ปัญหา”

อึดอัดเพราะว่าไม่ได้ต้องการให้การก่อสร้างยุติลงแบบนี้ หากแต่ยังเห็นว่าทุกอย่างดำเนินการมาอย่างถูกต้องชอบธรรมแล้ว

เพียงแต่ “ภาคประชาสังคม” ไม่เห็นด้วยกับ “บ้านป่าแหว่ง” เท่านั้น

กรณีของภาคประชาสังคมอันเป็นพื้นฐานในการคัดค้าน ต่อต้าน โครงการ “บ้านป่าแหว่ง” นี่แหละคือความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในทางการเมือง

เพราะนี่เป็นการปะทุขึ้นต่อโครงการของ “รัฐ”

เพราะมีความเด่นชัดอย่างเห็นเป็นรูปธรรมว่า การเกิดขึ้นของ “บ้านป่าแหว่ง” สร้างภูมิทัศน์ที่น่าเกลียดเป็นอย่างมากบนดอยสุเทพ

ความละเอียดอ่อนตรงนี้แหละที่จะกระทบ “คสช.” โดยตรง