วิเคราะห์การเมือง

 

ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันจาก นายอมร วาณิชวิวัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันจาก นายพีระศักดิ์ พอจิต

เข้า “ล็อก”

เพราะการยืนยันของทั้ง 3 จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตรงกัน

นั่นก็คือ จะไม่ “เตะถ่วง”

แม้ว่า “ล็อก” ในเรื่องกิจกรรมของพรรคการเมืองจะยังลั่นดาลอยู่ แต่อย่างน้อยคำยืนยันอันปรากฏออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เท่ากับเป็น “สัญญาประชาคม”

เหมือนกับสัญญาประชาคมซึ่งออกมาจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมือนกับสัญญาประชาคมซึ่งออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในเรื่อง “โรดแม็ป”

เท่ากับไม่เกินปลายปี 2560

 

อย่าคิดว่าการออกโรงของ 2 พรรคการเมือง “ใหญ่” อย่างพรรคเพื่อไทย อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีบทบาทและไม่ทรงความหมาย

“มี” บทบาท

คำว่า “ตัวแปร” อาจสามารถอ้างได้ และอาจสามารถ “สร้าง” ให้เกิดขึ้นได้เหมือนสถานการณ์ก่อนรัฐประหาร

ไม่ว่าจะเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

ผ่านทางพันธมิตรในแนวร่วมอย่าง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ผ่านทางพันธมิตรในแนวร่วมอย่าง “กปปส.” แต่สถานการณ์อันเกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ก็จำหลักหนักแน่นอยู่ในความรู้สึกของประชาชน

ถึงอย่างไร “ประชาชน” ย่อมกระสา “กลิ่น” ได้อย่างแน่นอน

 

บทบาทของพรรคการเมืองจึงเป็นบทบาทที่ทรงความหมายแม้ว่าจะถูก “ล็อก” เอาไว้ด้วยประกาศและคำสั่งของคสช.ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ก็ตาม

ปมเงื่อนอยู่ตรงที่จะ “แสดงออก” แบบไหน อย่างไร

บทบาทในแบบ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ก็เข้าตา บทบาทในแบบ นายอำนวย คลังผา ก็เข้าตา บทบาทในแบบ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ก็เข้าตา บทบาทในแบบ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็เข้าตา
เหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตา “คสช.”

ขณะเดียวกัน ก็มิอาจรอดพ้นไปจากสายตาอันคมกริบของประชาชน ไม่ว่าจะชอบพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะชอบพรรคประชาธิปัตย์

ขณะเดียวกัน ก็มี “คำถาม” ไปยัง “พรรคการเมือง” อื่นด้วย

 

จากเดือนธันวาคม 2559 เรื่อยไปจนถึงเดือนมกราคม 2560 ทุกบาทก้าวทางการเมืองล้วนถูกเฝ้ามอง ติดตาม

ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของ “คสช.” ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของ “ทหาร” ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของ “พรรคการเมือง” ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของ “นักการเมือง”

เพราะปี่กลองแห่ง “การเลือกตั้ง” เริ่มประโคมโหมกระหน่ำขึ้นแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน