กระแสการเมืองที่โหมใส่ “รัฐบาลอนุทิน” ล่าสุดดูเหมือนจะไม่ได้มาจากฝ่ายค้านหรือมวลชนเสรีนิยมเท่านั้น
ยังเริ่มมีแรงดีดกลับจาก “ขั้วอนุรักษนิยม” ฐานพลังดั้งเดิมของรัฐไทย ทั้งในมิติของกองทัพ ข้าราชการ และเครือข่ายพรรคการเมือง ที่อ้างความมั่นคงของชาติเป็นคัมภีร์สูงสุด
เหตุการณ์พระสงฆ์ และคณะกรรมการสภาประชาชนแห่งชาติ เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.โคกสูง ให้สอบสวนดำเนินคดีกับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายความมั่นคง
จากกรณีถ้อยคำที่นายอนุทินกล่าวว่า “ไทยรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา” รวมถึงการลงนาม “สัญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา” ที่มาเลเซีย เมื่อเร็วๆ นี้
ถูกตีความเป็นสัญญาณทางการเมือง สะท้อนการท้าทายจากกลุ่มอนุรักษนิยม ที่มองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังล้ำเส้นคัมภีร์ความมั่นคงของชาติ
ในอดีตประเด็นอธิปไตย และพื้นที่ชายแดน เคยเป็นชนวนให้รัฐบาลหลายชุดสั่นคลอน ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหาร ไปจนถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “คนไทยหัวใจรักชาติ” เมื่อสิบกว่าปีก่อน
วันนี้ ปรากฏการณ์เดียวกัน ถูกนำมา “ตีฟู” อีกครั้งในยุครัฐบาลอนุทิน ที่พยายามสร้างภาพกึ่งกลาง ระหว่างแนวคิดความมั่นคงแบบเก่า กับการทูตเชิงสร้างสรรค์
นำมาซึ่งคำถามที่ว่า รัฐบาลกำลังถูก “ฝ่ายขวาตีกลับ” หรือไม่?
จากความไม่ไว้วางใจในแนวทางบริหารภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ที่ไม่ชัดเจนว่าจะยืนตรงไหนระหว่าง “รัฐราชการเดิม” กับ “แนวคิดการเมืองใหม่” ที่พยายามแสดงออกว่าเป็นรัฐบาลประสานประโยชน์ ไม่ใช่หลับหูหลับตาสู้รบ
การลงนามสัญญาสันติภาพ เป็นการทูตเชิงสร้างสรรค์ แต่ขั้วอนุรักษนิยม กลับมองว่าเปิดช่องเสี่ยงทำให้ไทยเสียดินแดน
แม้คดีที่แจ้งความไว้ต่อ สภ.โคกสูง ในทางกฎหมายอาจไปได้ไม่ไกล แต่ในทางการเมือง ไม่ต่างสัญญาณเตือนให้รัฐบาลอนุทิน ระวังการสูญเสียความชอบธรรมจากกลุ่มมวลชนที่ไม่นานมานี้เคยเป็นฐานเสียงอุ้มชู
แรงสะท้อนจากขั้วอนุรักษนิยมล่าสุด จึงเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลอนุทิน จะรักษาสมดุลแนวคิดความมั่นคงแบบเก่า กับแบบใหม่ และระหว่างขั้วอำนาจเก่า กับแนวทางการเมืองใหม่ได้ด้วยวิธีไหน อย่างไร
ก่อนกระแส “ฝ่ายขวา” จะขยายวงลุกลามจนคุมไม่อยู่
มันฯ มือเสือ