การทวงถามคดี 99 ศพปี 2553 คือข้อความบนป้ายผ้าที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ถือมาประท้วง ในวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ Policy Talk ของคณะ
ส่งผลให้บรรยากาศที่ควรจะเป็นเรื่องนโยบายสาธารณะ กลายเป็นการรื้อฟื้นอดีตที่นายอภิสิทธิ์ พยายามหลีกเลี่ยงมานานนับสิบปี
ทั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 และบทบาทในยุคเคลื่อนไหวชุมนุมกลุ่ม กปปส.ปี 2557
“ผมและกปปส. ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” คำตอบของนายอภิสิทธิ์ ต่อคำถามของนิสิตจุฬาฯ ทำให้โลกโซเชี่ยลลุกเป็นไฟ
บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์เตือนความจำ ว่า กปปส.แทบจะเป็น “ร่างที่สองของพรรคประชาธิปัตย์” ในเวลานั้น
แกนนำหลักอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และมวลชนจำนวนมาก ล้วนเป็นฐานเสียงของพรรคสีฟ้าทั้งสิ้น และนายอภิสิทธิ์ คือหัวหน้าพรรคในขณะนั้น
การปฏิเสธของนายอภิสิทธิ์ จึงเป็นการปฏิเสธความจริงที่ประชาชนเห็นกันอยู่และยังไม่ลืมว่า กปปส.คือการเคลื่อนไหวเปิดทางให้ทหารเข้ายึดอำนาจจาก “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” และพรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้น ไม่ได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับ กปปส.
นายอภิสิทธิ์อาจคาดหวังว่า เวลาจะลบเลือนความทรงจำของประชาชน แต่ก็เป็นความคาดหวังแบบผิดๆ
เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 และบทบาทในช่วงก่อนรัฐประหารปี 57 คือ “สองเงาใหญ่” ที่ตามหลอกหลอนนายอภิสิทธิ์มาตลอด
แม้จะพยายาม “รีเซ็ต” ภาพลักษณ์กลับมาเป็นนักการเมืองมือสะอาด แต่ความจำของประชาชนไม่ได้ถูก “ดีลีต” ไปด้วย
นายอภิสิทธิ์เคยพูดถ้อยคำเปี่ยมด้วยหลักการว่า “ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย”
แต่พอหลุดจากปาก ก็กลายเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับ ถูกสังคมตั้งคำถามตีแสกหน้าว่า แล้วคนพูดได้แสดงความรับผิดชอบนั้นหรือไม่
ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า เส้นทางนายอภิสิทธิ์คงไม่ราบรื่น เพราะต้องเผชิญแรงกระแทกจากคำถามเดิมๆ ที่ไม่เคยได้รับคำตอบตรงไปตรงมา
ทั้งเรื่องความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดปี 53 และการนิ่งเฉยยินยอมต่อการเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่นำพาประเทศเข้าสู่วงจรอุบาทว์ในปี 57
ในยุคที่ประชาชนสนใจ “ความจริง” มากกว่าภาพลักษณ์
นักการเมืองบางคนอาจหลอกตัวเองกับพวกพ้องได้ แต่ไม่มีวันหลอกประชาชนได้
มันฯ มือเสือ