ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทน ควบตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้ำรัฐบาล แถลงเป็นการเป็นงานถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เมื่อศุกร์สุดสัปดาห์ จับเนื้อหาสาระหลักๆ ได้ 2 ประเด็น
1.นายกฯ ต้องขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ก่อน 12 ธ.ค. วันเปิดสภาสมัยสามัญ
เพื่อโหวตแก้รธน.วาระ 2 เพื่อให้ได้โหวตวาระ 3 ก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อแก้รธน.จะได้จบในปีนี้
ไม่เช่นนั้นจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ?
2.นายกฯ ต้องระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบ ต่อการแสดงออกเรื่องกัมพูชา
การประกาศกร้าว “สันติภาพจบแล้ว” ฉีกปฏิญญาไทย-เขมร ที่ลงนามไว้ที่มาเลเซีย โดยมีประธานอาเซียนกับประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นสักขีพยาน
ทำให้ไทยจากได้เปรียบกลายเป็นเสียเปรียบ ?
ทันทีที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดรายที่ 7 ชัดเจนว่าเขมรละเมิดปฏิญญา
ผู้นำไทยควรรีบต่อสายถึงประธานอาเซียน ถึงประธานาธิบดีสหรัฐ ถึงนานาประเทศ ฟ้องโลกให้รับรู้เขมรเชื่อถือไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้ พร้อมทำลายสันติภาพ ละเมิดข้อตกลง ฯลฯ
พร้อมๆ กับฟ้องเขมรต่อโลก ไทยต้องใช้โอกาสทองนี้เรียกร้องโลกร่วมกันลุยแก๊งสแกมเมอร์ อาชญากรรมอันตรายของทั้งโลกที่มีฐานใหญ่ในเขมร
ไม่ใช้โอกาสดีๆ จับมือนานาชาติจัดการสแกมเมอร์เขมร ไม่พอ ยังพูดใหญ่เปิดประเด็นชวนสยดสยอง ท้าทายมหาอำนาจอเมริกา ไม่คบค้าพร้อมไปหาตลาดใหม่ ?!
คำพูดผู้นำทำเอารมต.เศรษฐกิจนอนก่ายหน้าผาก ภาคธุรกิจส่งออกเอกชนรายใหญ่รายน้อยความดันขึ้น
ไม่เชื่อว่าคนระดับนายกฯ จะไม่รู้ไม่เข้าใจ เศรษฐกิจไทยพึ่งพาอเมริกาขนาดไหน
‘หัวหน้าเท้ง’ ตั้งข้อสงสัย ‘นายกหนู’
มุ่งเล่นกระแสชาตินิยมสร้างคะแนนทางการเมือง ไม่จริงจังจัดการภัยร้ายแรงของประเทศ แล้วยังขยายแนวรบใหม่ เปิดศึก ‘หนูแหย่พญาอินทรี’
รัฐบาลนี้ถูกจับจ้องเรื่องการเมืองสีเทา ทุนสีเทา อิทธิพลสีเทา เวลากำลังเดินหน้าจัดการ “สีเทาๆ” จริงๆ จังๆ
ต้องเกิดเรื่องแทรกซ้อน เบี่ยงเบน กลบเกลื่อนทุกที ??!
นายเจ็ดอักษร