สองประเด็นใหญ่ปะทุพร้อมกัน ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาให้เก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท และคำสั่งอัยการสูงสุดให้ยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้

ไม่เพียงเป็นปัญหากฎหมายของ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่ยังสั่นสะเทือนการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งปี 2569

คดีภาษีชินคอร์ปเป็นคดีที่นายทักษิณชนะมาทุกชั้นศาล ตั้งแต่ศาลภาษีอากรกลาง จนถึงศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เหตุผลหลักคือ กรมสรรพากรดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่เมื่อกรมสรรพากรฎีกา ศาลฎีกากลับคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 ให้ประเมินและเรียกเก็บภาษีได้

คำตัดสินนี้ไม่แค่เป็นการปิดฉากคดีถาวร ยังสร้างแรงสะเทือนทางการเมือง เพราะเงินจำนวนมหาศาลและความหมายเชิงสัญลักษณ์ของคดีชินคอร์ป ซึ่งผูกพันกับเหตุการณ์โค่นล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน

ขณะเดียวกันคดี ม.112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อปี 2558 ซึ่งศาลอาญายกฟ้องไปแล้ว ก็เริ่มต้นรอบใหม่หลังอัยการยื่นขอขยายเวลาอุทธรณ์ถึงสองครั้ง

ก่อนมีรายงานว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ ใช้อำนาจอัยการสูงสุดสั่งฟ้องก่อนครบกรอบอุทธรณ์วันที่ 21 พ.ย.2568 เช่นนี้ทำให้คดีที่หลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะจบ ถูกจุดชนวนขึ้นใหม่ในสนามการเมืองช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

นักกฎหมายมหาชนวิเคราะห์ว่า การยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 ส่งผลโดยตรงต่อสถานะนักโทษของนายทักษิณ เพราะทำให้ “ขอพักโทษไม่ได้” แม้ตามหลักเกณฑ์ผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี เมื่อรับโทษครบ 1 ใน 3 สามารถขอพักโทษได้ หากไม่มีคดีต่อ

การที่อัยการเดินหน้าอุทธรณ์จึงเท่ากับปิดประตูทางกฎหมาย ส่งผลให้ทักษิณต้องรับโทษจำคุกครบ 1 ปีเต็ม

เช่นเดียวกับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “แผนสกัด” เพราะการที่ทักษิณไม่สามารถออกจากเรือนจำก่อนเลือกตั้ง จะกระทบโดยตรงต่อพรรคเพื่อไทย ทั้งเชิงสัญลักษณ์และเชิงปฏิบัติ เนื่องจากบทบาทของทักษิณในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณยังมีน้ำหนักสูงในการระดมฐานเสียง

เมื่อสองคดีหวนกลับมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วย “บังเอิญ” หรือ “จงใจ” แต่ผลลัพธ์ทางการเมืองก็ชัดเจนอยู่ในตัว

คือลดทอนบทบาท “ทักษิณ” เปิดพื้นที่ให้คู่แข่ง เสริมความร้อนแรงให้เกมเลือกตั้งปี 2569 เป็นที่น่าจับตาอย่างมาก

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน