การที่นายกฯ อนุทิน ประกาศยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค.2568 เป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย

จุดที่หลายฝ่ายมองเห็นคือ “ความพลิ้ว” ทางการเมืองของนายอนุทิน จากการตอบคำถามสื่อมวลชนหลังเหตุการณ์

นายอนุทิน ไม่ได้อธิบายเรื่องยุบสภา ในรูปแบบความขัดแย้งกับพรรคประชาชนโดยตรง

แต่ยกระดับให้เป็นเรื่องของการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ทำให้การยุบสภาดูเป็นการกระทำตามครรลองประชาธิปไตย ไม่ใช่หนีปัญหา

นักการสื่อสารชี้ว่า เป็นเทคนิคการใช้ภาษาลดแรงปะทะ เปลี่ยนเรื่องขัดแย้งระหว่างพรรค ให้เป็นเรื่องหลักการประชาธิปไตย

นายอนุทินโยน “ต้นเหตุ” การยุบสภาไปที่คู่ขัดแย้งแบบเนียนๆ “ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกฯ แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภา ผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น”

ไม่กล่าวโทษ ไม่มีคำแรง แต่เปิดพื้นที่ให้สังคมตีความเองว่า ใครเป็นฝ่ายผลักสถานการณ์มาถึงจุดนี้

ประเด็นเรื่อง สว.และการแก้รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน นายกฯ ใช้ “เอ็มโอเอ” เป็นเกราะป้องกันตัว

การย้ำว่าเรื่องหั่นอำนาจ สว. ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ไม่มีในเอ็มโอเอ” ผสมกับการบอกว่า “เราไปสั่ง สว.ไม่ได้”

ทำให้ภาพที่ออกมาคือ ไม่ได้ผิดสัญญา ไม่ได้ไม่อยากทำ แต่ติดข้อจำกัดโครงสร้างอำนาจอธิปไตย

ความพลิ้วยังเห็นชัดในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อนักข่าวถามว่า อนาคตจะจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ คำตอบคือ “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด”

ตอบกว้าง แต่ความหมายลึก คือการไม่เผานั่งร้านทิ้ง รักษาพื้นที่ต่อรองไว้หลังเลือกตั้ง

แม้แต่การเผยว่า ได้เตรียมร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภาไว้ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง

ด้านหนึ่งแสดงว่ารู้เท่าทันสถานการณ์รัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้านหนึ่งก็บ่งชี้ว่า การยุบสภาเกิดจากการเลือกจังหวะเวลาเมื่อทุกอย่างถูกจัดวางลงตัว

เมื่อมองภาพรวม การให้สัมภาษณ์นี้คือการคุมเรื่องเล่าอย่างมีชั้นเชิง ไม่ทะเลาะ ไม่กล่าวหา ใช้กรอบมารยาท อำนาจประชาชน และเอ็มโอเอ เป็นแกนเรื่อง

ยืนอยู่ในจุดที่ดูเหมือนไม่ผิด แถมยังเปิดประตูไว้สำหรับอนาคตหลังเลือกตั้ง

นี่เองที่หลายคนเรียกว่า “ความพลิ้วทางการเมือง” ในแบบฉบับ “อนุทิน” ของแท้

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน