เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ไม่ใช่แค่เลือกใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ แต่เป็นการเลือกทิศทางประเทศ
โดยเฉพาะประเด็น MOU 43 และ 44 ไทย-กัมพูชา ซึ่งล่าสุดชัดแล้วว่า จะ “ไม่มีการทำประชามติ” ควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง
เลือกตั้งครั้งนี้จึงชัดแล้วว่า ประชาชนจะได้กาบัตร 3 ใบ ได้แก่ บัตรเลือกพรรค บัตรเลือก สส.เขต และบัตรประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่วนบัตรประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา หายไปจากสารบบเรียบร้อย
หลายคนสงสัยว่า รัฐบาลไม่กล้า หรือไม่อยากทำ หรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องข้อกฎหมายล้วนๆ
นายกฯ อนุทิน ยอมรับตรงๆ ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น หากทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 หลังยุบสภา จะเข้าข่ายผูกพันรัฐบาลชุดหน้า ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ที่ห้ามรัฐบาลรักษาการทำอะไรที่ไปมัดมือรัฐบาลใหม่
ถ้าฝืนเดินหน้า อาจเจอปัญหาทางกฎหมายตามมา ดังนั้น เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม ครม.จึงต้องถอนเรื่องประชามติ MOU 43 และ 44 ออกไปก่อน
ฝั่งกฤษฎีกาอธิบายว่า การทำประชามติมี 2 แบบ คือ แบบให้คำปรึกษา กับแบบมีผลผูกพัน
เมื่อดูนโยบายที่รัฐบาลอนุทิน เคยแถลงต่อรัฐสภา ชัดเจนว่ามีเจตนาจะ “ทำตามผลประชามติ” นั่นแปลว่าเป็นประชามติแบบผูกพันทันที
เมื่อผูกพันแล้ว รัฐบาลชุดไหนเข้ามาใหม่ ก็ต้องทำตามทั้งหมด ตรงนี้แหละผิดรัฐธรรมนูญเต็มๆ
ประเด็น MOU ยังพัวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่าเปราะบาง การเปิดข้อมูลได้-เสียต่อสาธารณะโดยไม่รอบคอบ อาจกระทบการเจรจา ทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาในระยะยาว
แต่ถึงอย่างนั้น เกมก็ยังไม่จบ
พรรคภูมิใจไทยระบุชัด จะหยิบเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ไปเป็นนโยบายหาเสียง เปลี่ยนสมรภูมิจากด้านกฎหมาย ถูกย้ายไปสู่สนามการเมืองเต็มตัว
บทสรุปสุดท้ายจึงไปวัดกันที่ผลเลือกตั้ง หลัง 8 ก.พ. 69
ถ้านายอนุทินกลับมาเป็นนายกฯ ภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล เรื่องยกเลิก MOU ก็พร้อมถูกหยิบขึ้นมาทำต่อจริงจัง แต่ถ้าไม่ใช่ เรื่องนี้ก็คงเงียบหายไป
มองด้านดี อย่างน้อยช่วงรัฐบาลรักษาการนี้ ประเทศไทยก็รอดพ้นจากความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและการทูต ไม่รีบเร่งจนพลาดท่าในเวทีระหว่างประเทศ
สุดท้ายแล้วเรื่อง MOU ไทย-กัมพูชา ไม่ได้ตัดสินกันในคูหาประชามติ
แต่จะตัดสินกันด้วยบัตรเลือกตั้งของประชาชนว่า อยากเห็นประเทศเดินไปทางไหนต่อจากนี้
มันฯ มือเสือ