ศึกสู้รบไทย-กัมพูชา เที่ยวนี้ล่วงเลยเกินกว่า 2 สัปดาห์ ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายบรรเทาลงอย่างไร
กรณีฝ่ายไทยเราเองนั้น ก็เสียหายและสูญเสียไม่ใช่น้อย นอกจากชีวิตทหารหาญแนวหน้าแล้ว ยังมีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บด้วยเช่นกัน
รวมถึงผลกระทบชีวิตความเป็นอยู่ ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ตลอดจนความเสียหายจากการทำมาหากิน และผลประโยชน์เศรษฐกิจชายแดน
นอกจากนี้ยังมีผลกระทบงบประมาณอีกด้วย ทั้งด้านการทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ และการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
โดยสรุปแล้วขณะนี้ บอบช้ำทั้งทหารผู้เสียสละ ครอบครัว คนใกล้ชิด และชาวบ้านผู้อพยพ
การสู้รบครั้งนี้แน่นอนว่าไทยก็ต้องปกป้องอธิปไตยเต็มที่ ไม่ให้ชาติใดมารุกราน คุกคาม แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบในหลายมิติระยะยาวด้วย
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาไม่ใช่ประเทศร่ำรวย จึงไม่สามารถที่จะสู้รบทำสงครามยืดเยื้อต่อกัน มีแต่จะเสียหายหนักทั้งคู่
มีข้อมูลและเสียงสะท้อนที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างกรณีประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ตราด ระบุว่าได้รับผลกระทบภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยว เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเข้าขั้นวิกฤต เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มั่นใจ ยกเลิกจองห้องพักทั้งในเกาะช้างและเกาะกูด จากปกติช่วงปลายปีมียอดจอง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ขณะนี้ถูกยกเลิก เหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์
คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ และเชื่อว่าอีกหลายจังหวัดพื้นที่สู้รบ ก็น่าจะประสบปัญหาไม่แพ้กัน
ดังนั้นในระยะยาว สังคมจึงฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ในขณะนี้
ต้องช่วยกันขบคิดมีนโยบายเพื่อจัดการปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชาอย่างไร
ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้แนวคิดสันติภาพอย่างยั่งยืน
เพราะไม่มีทางที่ไทยและกัมพูชาจะแยกออกจากกัน เนื่องจากชายแดนติดกัน ผู้คนสองฝั่งก็เป็นเครือญาติ ไปมาหาสู่กันตลอดเวลา ต้องพึ่งพาอาศัยกัน
จึงเป็นการบ้านใหญ่ของสังคมไทยวันนี้ จะทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันกับเพื่อนบ้านอย่างสันติสุข
ข้าวตอกแตก