พรรคการเมืองชิงหมายเลขปาร์ตี้ลิสต์กันสนุก เป็นหมายเลขที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้กาในบัตรเลือกตั้งใบที่สอง

ส่วนผู้สมัครสส.ระบบเขต กกต.เปิดรับสมัครจนถึง 31 ธ.ค. แต่ส่วนใหญ่คงได้หมายเลขตั้งแต่รับสมัครวันแรก 27 ธ.ค. เพราะทุกคนทุกพรรคต่างต้องการเบอร์เด่นๆ ยกทีมไปจองคิวรอตั้งแต่กกต.ยังไม่เปิดโต๊ะรับสมัคร

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะกาหมายเลขสส.เขตในบัตรเลือกตั้งใบที่หนึ่ง

เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 พิเศษกว่าทุกครั้ง เป็นครั้งแรกที่มีบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ ใบที่สามคือบัตรลงประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ระบบเลือกตั้งปัจจุบัน แบ่งเป็นระบบเขต 400 คน/เขต และระบบบัญชีรายชื่อ-ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

ตอนรัฐธรรมนูญฉบับที่ออกแบบเลือกตั้ง 2 ระบบ ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กมธ.ยกร่างออกแบบกฎกติกาอำนวยความสะดวกประชาชนผู้ใช้สิทธิ กำหนดให้หมายเลขปาร์ตี้ลิสต์ หรือเบอร์พรรค เป็นหมายเลขของผู้สมัครระบบเขตของพรรคนั้นๆ ทุกเขตทั่วประเทศ

พรรค A จับได้เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์หมายเลข 1 ผู้สมัครระบบเขตของพรรค A จะได้เบอร์ 1 เหมือนกันทุกเขต ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อการจดจำของประชาชน

นี่คือกระบวนการคิดอย่างมีหลักการเหตุผล เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพของการพัฒนาการเมือง ?

แต่การเมืองไทย ประชาธิปไตยไทยก็โดนฉุดกระชากถอยหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คณะรัฐประหารพ.ค.2557 ตั้งผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญลายพรางมานำยกร่าง เขียนรองรับอำนาจท็อปบู๊ตเอื้อหนุนสืบทอดอำนาจยาวๆ ชัดเจนสุดๆ ก็เช่น ให้สว.ที่รัฐประหารตั้งร่วมโหวตนายกฯ ด้วย แก้รัฐธรรมนูญต้องให้สว.อย่างน้อย 1 ใน 3 เห็นชอบ

แก้กฎกติกาเลือกตั้ง เปิดรับสมัครสส.เขตก่อน แล้วค่อยเปิดรับสมัครปาร์ตี้ลิสต์ ทำให้สส.เขตของแต่ละพรรค นอกจากจะไม่ได้หมายเลขเดียวกันแล้ว ยังอาจไม่ได้หมายเลขเดียวกับเบอร์พรรค-ปาร์ตี้ลิสต์อีกด้วย

ทำให้จำยาก สับสน เพิ่มความงง เพราะอะไร? ก็เพราะรู้ดีว่าถ้าประชาชนจำเบอร์พรรค-หมายเลขผู้สมัครง่ายๆ พรรคสืบทอดอำนาจจะเสียเปรียบ

ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากจำพรรคท็อปบู๊ต?!

ดังนั้นเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ประชาชนต้องออกไปใช้สิทธิกันมากๆ แสดงพลังเลือกตั้งสีขาวล้างการเมืองสีเทา

รวมพลัง ลงประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ ที่ฝังพิษร้ายกับประชาธิปไตยไว้เต็มไปหมด??!

นายเจ็ดอักษร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน