การเลือกตั้งท้องถิ่นมักถูกมองเป็น “สนามการเมืองเล็ก” เมื่อเทียบกับสนามใหญ่ระดับชาติ แต่ความจริง การเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบต. คือรากฐานระบอบประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด

การเลือกตั้ง อบต. วันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 จึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนในชุมชนโดยตรง

การเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบต. ครั้งนี้ กกต.กำหนดจัดเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศกว่า 5,300 แห่ง ครอบคลุมแทบทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ใกล้ชิดประชาชนยิ่งกว่าองค์กรรัฐใดๆ

อบต.คือหน่วยงานที่ดูแลถนน ท่อระบายน้ำ จัดการขยะ สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการศึกษา วัฒนธรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับฐานราก งบประมาณที่ อบต.ใช้ล้วนมาจากภาษีประชาชน

การไปเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่คือการเลือกคนมาบริหารเงิน แก้ปัญหาของประชาชน และกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชน หากประชาชนละเลยไม่ไปใช้สิทธิ เท่ากับปล่อยให้อนาคตท้องถิ่นถูกกำหนดโดยคนส่วนน้อย

ที่น่าสนใจ การเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ ยังต้องจับตาความเชื่อมโยงการเมืองระดับชาติ เพราะ 1 เดือนหลังจากนั้น ประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 ก.พ. การขยับของพรรคการเมืองใหญ่ เครือข่ายนักการเมือง และกลไกฐานเสียง ย่อมสะท้อนลงมาถึงสนามท้องถิ่น

อบต.จำนวนมากถูกมองเป็น “หัวคะแนน” การเมืองระดับชาติ เครือข่ายการเมืองอาจเข้ามาสนับสนุนผู้สมัคร วางยุทธศาสตร์ และเชื่อมโยงคะแนนเสียงจากท้องถิ่นสู่สนามใหญ่

การเลือกตั้ง อบต.ยังอาจเป็นเวทีทดสอบกระแสความนิยม โดยเฉพาะในยุคที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับนโยบาย ความโปร่งใสและผลงาน มากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือระบบเครือญาติ

คำถามว่า การเมืองท้องถิ่นจะเป็นแค่เครื่องมือของการเมืองใหญ่ หรือจะยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง คำตอบจึงอยู่ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน

วันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.นี้ จึงไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง อบต. แต่เป็นวันที่ประชาชนจะยืนยันว่าเสียงของตนเองมีความหมาย การเมืองเริ่มต้นได้จากหน้าบ้าน จากชุมชนและจากบัตรเลือกตั้ง

การไปใช้สิทธิคือการปกป้องประชาธิปไตยในระดับใกล้ตัวที่สุด เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน