การควบคุมตัวผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรคการเมืองใหญ่ข้อหาพัวพันเว็บพนัน ไม่ใช่แค่ข่าวอาชญากรรม-การเมืองธรรมดา ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 20 วันก่อนเลือกตั้ง แต่คือด่านทดสอบความน่าเชื่อถือของพรรคที่ประกาศจุดยืนต่อต้านทุนเทาอย่างแข็งกร้าว
คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ผู้สมัครผิดหรือไม่ผิด เพราะต้องไปพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม แต่คือที่ผ่านมาพรรคได้จัดการกับ “สีเทา” ที่แฝงตัวภายในอย่างจริงจังเแค่ไหน ก่อนตำรวจจะมาจัดการแทน
นักวิเคราะห์เลือกตั้งชี้ว่า กรณีนี้ย่อมกระทบต่อคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลังเลอยู่แล้วอาจมองว่าพรรคพูดได้ไม่เต็มปากว่าแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม
รวมถึงกลุ่มฐานเสียงใหม่ในต่างจังหวัดที่พรรคพยายามขยาย แต่กลับสะดุดกับภาพที่ว่า พรรคดี แต่คุมคนไม่ได้ และกลุ่มผู้สนับสนุนเดิมบางส่วนที่เริ่มตั้งข้อสงสัย คำว่า “ไม่ทนต่อสีเทา” เป็นหลักปฏิบัติจริง หรือแค่สโลแกนเท่ๆ
แม้ผู้นำพรรคจะแสดงจุดยืนชัดว่าไม่ปกป้อง ไม่อุ้ม ทั้งยอมรับว่าอาจกระทบคะแนนเสียง แต่ปัญหาลึกกว่านั้นคือคำอธิบายแบบเดิมๆ ว่า พรรคไม่มีอำนาจ ไม่มีข้อมูล ไม่มีหลักฐาน เริ่มไม่เพียงพอในสายตาสาธารณะเสียแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงจากนักวิชาการและอดีตผู้สนับสนุนยืนยันว่า เรื่องร้องเรียนลักษณะนี้ “เป็นที่รู้กันมานาน”
ทางออกระยะสั้นก่อนวันเลือกตั้ง พรรคควรต้องตัดความเสี่ยงให้เด็ดขาด เช่น พักบทบาทผู้สมัครทันทีโดยไม่รอผลคดี สื่อสารเชิงรุกกับประชาชนว่า พรรคยอมรับข้อจำกัดในการคัดกรองผู้สมัคร แต่ยืนยันจะไม่ใช้ข้อจำกัดนั้นเป็นข้ออ้างอีกต่อไป
เปลี่ยนการสื่อสารจาก “พรรคตรวจสอบเองไม่ได้” เป็น “พรรคจะยกระดับการตรวจสอบอย่างไร” พร้อมไทม์ไลน์และกลไกที่จับต้องได้
แม้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์อาจไม่ใช่บทตัดสินอนาคตของพรรคทั้งหมด แต่คดีผู้สมัคร สส.ตาก คือสัญญาณเตือนว่า หากยังปล่อยให้อุดมการณ์เดินนำหน้า แต่ระบบคัดกรองคนเดินตามไม่ทัน
คะแนนเสียงที่หายไปอาจไม่ใช่แค่เขตเดียวในจ.ตาก แต่คือความเชื่อมั่นต่อทั้งพรรคในระยะยาว
มันฯ มือเสือ