ดังที่ทราบกัน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อุบัติขึ้นด้วยเครือข่ายรัฐประหาร 2557 เพื่อรองรับการเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งของผู้นำคสช.
แม้การเลือกตั้ง 2562 พปชร.ได้ 116 สส. เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 136 สส.
แต่ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบกับเครือข่ายรัฐประหารยังทรงอิทธิพล ทำให้พปชร.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม
โหวตพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
พอมาถึงเลือกตั้ง 2566 เกิดการแยกตัวของเครือข่ายรัฐประหาร ส่งผลให้ผู้สมัครพปชร.ผ่านเข้าสภา 40 สส.
แม้จำนวนสส.ลดฮวบ แต่ก็ได้เข้าร่วมรัฐบาลผสมที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ
แต่ก็อยู่ได้ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเกิดความขัดแย้งในพรรคอีกรอบ สส.กลุ่มใหญ่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกขับออกจากพรรค
ส่งผลให้สมาชิกในพรรคแตกเป็นหลายกลุ่มหลายก้อน บ้างก็ย้ายไปพรรคอื่น บางส่วนออกไปตั้งพรรคเอง
จนกระทั่งพล.อ.ประวิตร ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค
ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง นำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569
ขณะนี้เหลืออีกเพียง 2 สัปดาห์เศษ จะถึงวันเข้าคูหาตัดสิน
แต่ทว่าบรรยากาศการหาเสียงของพปชร.เงียบเหงายิ่งนัก ไม่คึกคักฮึกเหิมเหมือนพรรคอื่น
จากการรายงานของสื่อต่างๆ ก็แทบไม่มีความเคลื่อนไหวของแกนนำ หรือผู้สมัครพปชร.
ทำให้บรรดาผู้สมัครสส.รวมตัว ขอให้บิ๊กป้อมกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะพรรคไม่มีทิศทาง ผู้สมัครถูกลอยแพ ขาดทรัพยากรสู้ศึกเลือกตั้ง ขนาดป้ายหาเสียงยังไม่มี
แต่ไม่ว่าวิงวอนอย่างไร บิ๊กป้อมยืนกรานไม่หวนคืนหัวหน้าพปชร. ขอลดบทบาท
สำหรับพล.อ.ประวิตร ดังที่รู้จักกันดี เคยอยู่ในอำนาจ 3 ป. ร่วมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
แต่ 2 คนหลังวางมือการเมืองไปก่อนหน้า
พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่ในพื้นที่เซฟโซน
ส่วนพล.อ.อนุพงษ์ กับ 8 ปีในตำแหน่งรมว.มหาดไทย ย่อมทำให้ชีวิตบั้นปลายมีความสุข
จนวันนี้พล.อ.ประวิตรก็ยอมลดบทบาทแล้ว ส่งผลให้พปชร.ระส่ำหนัก
ทั้งต้องลุ้นหนัก หลัง 8 ก.พ. จะได้สส.เข้าสภากี่คน
ข้าวตอกแตก