นับถอยหลังสู่วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 อุณหภูมิการเมืองยิ่งร้อนแรง ไม่ใช่เรื่องนโยบายใหม่ หรือวิสัยทัศน์ แต่เพราะเงิน และกลยุทธ์ใต้ดิน ที่ถูกงัดมาใช้อย่างเข้มข้น
ผลสำรวจจากคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่น ร่วมกับ กกร. พบสิ่งน่ากังวลว่า ปัญหาทุจริตในไทยรุนแรงขึ้น และการซื้อสิทธิ์ขายเสียงยังเป็นเรื่องปกติในสนามเลือกตั้ง ผู้ตอบแบบสอบ ถามกว่า 42% เชื่อว่าจะมีการซื้อเสียงอย่างมาก
ประเมินสูงสุดถึง 7,500 บาทต่อหัวในบางพื้นที่!
พรรคการเมืองประเภทบ้านใหญ่ ยังเดินเกมถนัด ไม่จำเป็นต้องปราศรัยใหญ่หรือสร้างกระแสในวงกว้าง แต่ใช้เครือข่ายหัวคะแนนประจำบ้านเข้าคอนโทรลพื้นที่ กำหนดเป้าหมายคะแนนเสียงอย่างแม่นยำ
บางพื้นที่มีการเก็บบัตรประชาชนไว้ ป้องกันคู่แข่งซื้อทับ ก่อนพาไปเข้าคูหาในวันเลือกตั้ง วิธีการเหล่านี้สะท้อนว่าการซื้อเสียงได้พัฒนาให้แนบเนียนและซับซ้อนขึ้น
เกมวิชามารก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ป้ายโจมตีปรากฏในหลายพื้นที่ อย่างกรณีจังหวัดพิษณุโลก คือตัวอย่างการใช้กลยุทธ์ใส่ร้ายคู่แข่ง แม้ไม่เอ่ยชื่อพรรคตรงๆ แต่เป้าหมายชัด การสร้างความกลัว เกลียดชัง และบิดเบือน ยังเป็นอาวุธสำคัญในช่วงโค้งท้ายๆ
นักวิชาการชี้ตรงกันว่า เมื่อ “ค่าตั๋วเข้าสภา” ถูกตีเป็นต้นทุนการเมือง ผู้เล่นบางกลุ่มย่อมหวังการถอนทุน และกำไรในอนาคต คือรากของคอร์รัปชั่นที่หยั่งลึก ทำให้การเมืองไทยวนอยู่ในวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ
แม้ กกต.จะมองว่าตัวเลขซื้อเสียงดังกล่าวเป็นแค่การประเมินเชิงวิชาการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สึกของประชาชนและภาคธุรกิจสะท้อนความจริงที่สังคมเผชิญอยู่ ผลสำรวจยังบอกด้วยว่า คนส่วนใหญ่ไม่รับเงินซื้อเสียง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เอาจริงกับการต่อต้านคอร์รัปชั่นมากพอๆ กับแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด กระสุนจะหนักหน่วงแค่ไหน เครือข่ายจะลึกล้ำเพียงใด อาวุธชี้เป็นชี้ตายยังคงเป็นปากกาในมือประชาชน หากสังคมไทยต้องการหลุดพ้นจากวงจรคอร์รัปชั่น ประชาชนต้องร่วมกันตัดไฟแต่ต้นลม ไม่สนับสนุนพรรคซื้อสิทธิ์ขายเสียง
เพื่อให้วันที่ 8 ก.พ.เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
มันฯ มือเสือ