นโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย กลายเป็นเป้าโจมตีจากพรรคคู่แข่งทันทีที่เปิดตัว ด้วยข้อกล่าวหาคลาสสิค “ประชานิยมขายฝัน” แจกเงินล่อใจประชาชนโดยไม่ก่อประโยชน์เชิงโครงสร้าง

แต่หากพิจารณาเนื้อในนโยบายอย่างเป็นธรรม คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “แจกหรือไม่แจก” แต่เป็น “คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า”

หัวใจนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ที่เงินรางวัลวันละ 9 ล้านบาท แต่อยู่ที่การใช้ “แรงจูงใจ” เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐอย่างสมัครใจ

พรรคเพื่อไทยยอมรับตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ถึง 9 ล้านล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี เงินจำนวนมหาศาลนี้อยู่นอกสายตารัฐ ไม่ถูกจัดเก็บภาษี และไม่ถูกนำมาใช้วางนโยบายสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกนโยบายนี้จึงออกแบบมาให้เรียบง่าย แต่ตรงจุด คนทั่วไปเพียงขอใบเสร็จหรือ e-Receipt ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเงินล้าน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างเกษตรกร อาสาสมัคร ผู้สูงอายุ และผู้ยื่นภาษี จะถูกดึงเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน

ผลลัพธ์ที่รัฐต้องการไม่ใช่ “เสียงเฮ” ของผู้ถูกรางวัล แต่คือข้อมูลการค้าขาย รายได้ และพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่ครบถ้วนขึ้น

ข้อโต้แย้งของฝ่ายวิจารณ์ด้านลบคือ “ภาระงบประมาณ” แต่ตัวเลขที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอชวนให้คิดใหม่ ต้นทุนนโยบายนี้อยู่ที่ราว 3,000 กว่าล้านบาทต่อปี ขณะที่ฐาน VAT ของไทยปัจจุบันมีมูลค่า 8-9 แสนล้านบาท

หากนโยบายสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้เพียง 20% ตามตัวอย่างจากไต้หวันและบราซิล รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี นี่คืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่หาได้ยากในนโยบายสาธารณะ

มองในมุมนี้นโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” อาจไม่ใช่ประชานิยมแจกเงิน แต่เป็นการลงทุนเพื่อ “หาเงินให้รัฐ” และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจมูลค่าสูง และสวัสดิการที่ตรงกลุ่มเป้าหมายในอนาคต

ทั้งหลายทั้งปวงของนโยบายจะแปลงเป็นคะแนนเสียงได้หรือไม่ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ประชาชนวันที่ 8 ก.พ.นี้

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน