มติ 4 ต่อ 3 ของ อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข ปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ ไม่ใช่คดีวินัยข้าราชการธรรมดา แต่สะท้อนการเมืองหลังฉากในจังหวะใกล้เลือกตั้ง 8 ก.พ.
เพจชมรมแพทย์ชนบทตั้งคำถามดังๆ ใครคือ “ไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลังสั่งเร่งรัดปลดหมอสุภัทร ทั้งที่ข้อเท็จจริงหลายอย่างยังคลุมเครือ มีพิรุธหลายข้อ
หนึ่ง คือความเป็นไปได้แทบเป็นศูนย์ที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธาน อ.ก.พ.สธ. จะไม่รู้ว่าหมอสุภัทร ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครเลือกตั้ง สส.สงขลา ที่พรรคซึ่งรัฐมนตรีสังกัดอยู่ ส่งผู้สมัครลงแข่งเช่นกัน
สอง การเร่งบรรจุวาระพิจารณาวินัยร้ายแรงแบบฉุกละหุก ทำให้สังคมตั้งคำถาม ใครเป็นผู้กดปุ่มและเร่งไปเพื่ออะไร
สาม มติ 4 ต่อ 3 นั้น เสียงข้างมากอยู่ใต้สายบังคับบัญชาของรัฐมนตรี ขณะที่เสียงข้างน้อยเป็นบุคคลภายนอก ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยเรื่องคำสั่งจากคนที่อยู่เหนือกว่า
เมื่อย้อนดูต้นตอคดี หมอสุภัทร เป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายสำคัญของรัฐมนตรีสาธารณสุขในอดีตอย่างเปิดเผย ทั้งเรื่องกัญชาเสรี การจัดซื้อเอทีเค วัคซีนโควิด ซึ่งนำไปสู่การโยกย้าย ลดบทบาท และแรงกดดันต่อผู้เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้
ในทางกฎหมาย หมอสุภัทร ยืนยันการจัดซื้อเอทีเคเป็นไปตามหนังสือสั่งการกรมบัญชีกลางที่ “ปลดล็อก” ขั้นตอนเพื่อรับมือโควิด และยังตั้งคำถามกลับเหตุใดราคาจัดซื้อของกระทรวงจึงไม่ถูกเปิดเผย หากมั่นใจว่าโปร่งใส
ที่สำคัญ คณะกรรมการกลั่นกรองซึ่งควรเป็นด่านแรก มีความเห็นให้สอบสวนเพิ่มเติม แต่เรื่องกลับถูกดันเข้า อ.ก.พ.สธ.ทันที จนเกิดมติปลดในที่สุด
เมื่อมองภาพรวม คำถามข้อใหญ่จึงอยู่ตรงที่ ใครเป็นผู้สั่งการเหนือรัฐมนตรี และการเข้ามายุ่งเกี่ยว เข้าข่ายละเมิดประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ.2564 หรือไม่ โดยเฉพาะการใช้อำนาจแทรกแซงการดำเนินการทางวินัยข้าราชการ
เรื่องนี้จึงไม่น่าจะจบแค่รัฐมนตรี แต่อาจสะเทือนไปถึงพรรคการเมืองและศูนย์อำนาจสูงกว่านั้น ในช่วงเวลาที่เสียงประชาชนเป็นเดิมพันสูงสุดทางการเมือง
มันฯ มือเสือ