ช่วงใกล้พ้นโค้งท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. หมากการเมืองกลับไม่เป็นไปตามสคริปต์ที่พรรคสีน้ำเงินวางไว้ ตรงกันข้ามกลับเผชิญแรงกระแทกจากงานเข้าแบบรัวๆ จนทำให้ยุทธศาสตร์ที่เคยมั่นใจ เริ่มคลอนแคลน
จุดเริ่มปัญหามาจากความพยายามปลุกกระแสชาตินิยม ด้วยวาทกรรมขีดเส้นแบ่งขั้ว-เลือกข้าง ทั้งรักชาติ ไม่รักชาติ หรือไม่เลือกเรา เขามาแน่ หวังฉกฉวยคะแนนเสียงจากความกลัวและความขัดแย้ง
ทว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนไป แต่การเมืองสไตล์อนุรักษนิยมไม่เปลี่ยนตาม มุขเดิมจึงกลายเป็นมุขแป้ก แถมโดนกระแสตีกลับฉับพลัน ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ซื้อวาทกรรมนี้ ซ้ำยังเปิดช่องให้พรรคคู่แข่งโจมตีขยายผล จนต้องถอยกลับมาตั้งหลักแทบไม่ทัน
ขณะเดียวกัน พรรคร่วมขั้วอนุรักษนิยมอย่างพรรคสีฟ้า กลับอาศัยจังหวะนี้เร่งเครื่องทำคะแนนตีตื้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ กทม.และภาคใต้ บางเขตถึงขั้นพลิกแซงนำ ส่งผลให้เป้าหมายเดิมของพรรคสีน้ำเงิน 150-200 ที่นั่ง เป็นตัวเลขต้องลุ้นหนัก ผิดจากแผนเดิม
ล่าสุด สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อเกิดกรณี “คลิปเสียง” แพร่กระจายในโซเชี่ยลมีเดีย
เนื้อหาพาดพิงการจัดตั้งรัฐบาล โยงไปถึงความเป็นไปได้ของการมี “รัฐประหาร” หากพรรคสีส้ม ได้จัดตั้งรัฐบาล และชี้ว่าพรรคสีแดงอาจหมดโอกาสเพราะ “นายใหญ่” ยังอยู่ในเรือนจำ
เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดทางข้อกฎหมาย แต่ในทางการเมือง คลิปนี้ ก็อาจเพียงพอจุดไฟให้ลุกลาม กระทบความน่าเชื่อถือยกค่ายสีน้ำเงิน ตั้งแต่ระดับแกนนำ ผู้สมัคร ไปจนถึงเครือข่ายหนุนหลัง
สุภาษิตจีนที่ว่า “เดินหมากผิดตาเดียว พ่ายทั้งกระดาน” อาจยังไม่พออธิบายสถานการณ์นี้ เพราะพรรคสีน้ำเงิน ดูเหมือนจะเดินหมากผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะด้วยความประมาท ชะล่าใจ หรืออ่านเกมสังคมผิดพลาด ไม่มีใครตอบได้ตอนนี้
คำตอบสุดท้ายมีหนึ่งเดียว คือ ผลลัพธ์ในค่ำคืน 8 ก.พ. ว่าความผิดพลาดนี้จะส่งผลอย่างไร
แค่แผลถลอก หรือสาหัส ถึงขั้นพ่ายทั้งกระดานการเมือง
มันฯ มือเสือ