วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้ง เลือกสส.เพื่อไปทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี มาบริหารประเทศแล้ว

ยังมีความสำคัญอีกอย่าง ก็คือการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นการลงคะแนนโดยตรง ถามประชาชนทั้งประเทศ ว่าต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่าผลก็คงออกมาตามที่เห็นกัน

สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าควรมีการแก้ไขปรับเปลี่ยน

พอแล้วสำหรับรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ล้นเกิน จนไม่สามารถตรวจสอบได้

รัฐบาลที่ประชาชนเลือกกลับไม่มีเสถียรภาพ ถูกทำให้พ้นตำแหน่งไปอย่างง่ายดาย

การอ้างเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่กลับทำให้เกิดการทุจริตขึ้นทุกหย่อมหญ้า แถมย่ำแย่ไปอีกเมื่อไม่มีใครต้องรับผิดชอบ

การเกิดขึ้นขององค์กร สว. ที่ใช้ระบบเลือกกันเองจากกลุ่มอาชีพ ทั้งที่ประเทศนี้ไม่มีสภาอาชีพต่างๆ จนทำให้เกิดการสอดแทรกของกลุ่มคนจัดตั้ง หลุดเข้าไปเป็นสว.

หรือจะปฏิเสธ ว่าสว.ชุดนี้สะอาดบริสุทธิ์ ก็คงต้องเอาหลักฐานมากาง เส้นเงินจากไหนไปไหน และพัวพันถึงใคร

แน่นอนว่า ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศาลรัฐธรรมนูญวางเงื่อนไขไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องผ่านการทำประชามติ 3 ครั้ง

นั่นก็คือครั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ ก่อนกลับไปวางกรอบว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร รูปแบบไหน และใครเข้ามาดำเนินการ นั่นก็คือจะมีสสร.ไหม ที่มาสสร.จะเป็นอย่างไร ก่อนไปทำประชามติครั้งที่ 2

และหลังจากร่างเสร็จ ยังต้องทำประชามติครั้งที่ 3 เพื่อดูว่าประชาชนเห็นชอบเนื้อหาที่ร่างออกมาแล้วหรือไม่อย่างไร

นี่ยังไม่นับเรื่องของเสียงสว.ที่จะต้องได้รับการสนับสนุน 1 ใน 3 ถึงจะแก้รัฐธรรมนูญ 60 ได้

แต่ครั้งนี้ก็ถือเป็นความหวัง ที่จะได้สร้างกติกาที่เป็นธรรม ให้เกิดสังคมที่เป็นธรรม ให้อำนาจของประชาชนไม่ถูกลิดรอนจากอำนาจนอกระบบ

เป็นก้าวต่อไปของความหวัง ที่จะไม่ยอมให้ใครมาฉีกทำลายอีก!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน