กระแสวิพากษ์วิจารณ์ คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด สะเทือนหลักการเลือกตั้ง “โดยลับ” ท่ามกลางความเห็นต่างของนักกฎหมาย
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ให้ความเห็นว่า คำตอบเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในโลกออนไลน์ แต่อยู่ที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย กระบวนการเลือกตั้งต้องถือว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” นี่คือหลักพื้นฐานกฎหมายมหาชน
เพื่อไม่ให้ข้อสงสัยทางการเมืองถูกใช้เป็นเหตุล้มการเลือกตั้งโดยง่าย
ส่วนประเด็นเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 49 นั้น ถือว่าคลาดเคลื่อน เพราะปี 49 ความ “ไม่ลับ” เกิดขึ้นในคูหาโดยตรง ผู้คนมองเห็นการลงคะแนนได้ทันที เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในชั้นเดียว
แต่กรณีปัจจุบันแม้มีบาร์โค้ดบนบัตร แต่ขณะลงคะแนนไม่มีใครรู้ได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกใคร
ปี 49 คือผลที่เกิดขึ้นทันที ส่วนกรณีปี 69 เป็นเพียง “ข้อสมมติฐาน” ที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนทางเทคนิค ทั้งการสแกนรหัส เทียบต้นขั้ว เทียบลำดับรับบัตร ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบเอกสารราชการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
การเข้าถึงโดยมิชอบอาจกลายเป็นความผิดเสียก่อน ข้อกล่าวหาว่า “ไม่ลับ” จึงยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
อีกทั้งระเบียบ กกต.ให้อำนาจกำหนดรหัส หรือเครื่องหมายพิเศษบนบัตรได้ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง หากพิสูจน์ได้ว่าเจตนาเพื่อกันบัตรผี ไม่ใช่ติดตามผู้ลงคะแนน ก็เป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนัก
การวินิจฉัยให้เลือกตั้งเป็นโมฆะถือเป็นมาตรการรุนแรงที่สุด หากยังไม่มีหลักฐานว่ามีการเปิดเผยการลงคะแนนของบุคคลใดจริง การยกเลิกทั้งประเทศอาจเกินจำเป็น ไม่ได้สัดส่วนเมื่อเทียบกับข้อบกพร่องที่ยังอยู่ในระดับข้อสงสัย
ตรงกันข้ามกับความเห็นของ วิษณุ เครืองาม ที่มองว่าเมื่อ “มีโอกาส” ตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็เท่ากับไม่ลับแล้ว หากนำบาร์โค้ดไปเทียบต้นขั้ว แล้วเทียบบัญชีรายชื่อจนรู้ว่าเป็นใคร ก็ถือว่าหลักการ “โดยลับ” ถูกละเมิด
สองมุมมองสะท้อนความต่างในวิธีตีความคำว่า “โดยลับ”
ซึ่งคำตอบสุดท้ายยังต้องรอการพิจารณาและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางประชาชนที่จับตาความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใกล้ชิด
มันฯ มือเสือ