ในท่ามกลางการรวบรวมเสียงสส. สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
ควบคู่ไปกับการจัดสรรกระทรวง และบุคคลที่จะเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งก็ยุ่งยากพอสมควรอยู่แล้วนั้น
ก็เกิดสถานการณ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาแทรกซ้อน เมื่อสหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอล บอมบ์ถล่มโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน
รุนแรงถึงขั้นผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตทั้งครอบครัว ตลอดจนบุคคลระดับสูงของอิหร่านอีกหลายรายด้วย
ทำให้อิหร่านต้องโจมตีตอบโต้เอาคืนเช่นกัน จนกระทบไปหลายประเทศในตะวันออกกลาง
สถานการณ์ลุกโชน ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อ และจะรุนแรงมากขึ้นไปอีกขนาดไหน
นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบในอีกหลากหลายมิติ
โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจโลก และปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้น
สำหรับไทยเรา นับตั้งแต่ “สงครามโรคโควิด” เกิดขึ้นและยุติลง ในด้านเศรษฐกิจก็ยังฟุบ และซบเซาหนัก
เนื่องจากยังถูกซ้ำเติมด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อมาหลายปี ไม่รู้จะยุติเมื่อไหร่
อีกทั้งในวันนี้ สถานการณ์โลกก็เพิ่มดีกรีร้อนระอุขยายวงกว้างไปอีกหลายพื้นที่ หลายภูมิภาค
ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งสหรัฐกับเวเนซุเอลา ที่สหรัฐบุกโจมตีเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
สงครามปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ระลอกใหม่ ที่กองทัพปากีฯ ยิงถล่มเข้าไปถึงกรุงคาบูล เมื่อหลวงอัฟกานิสถาน
หรือความขัดแย้งระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับจีนไต้หวัน
ความคุกรุ่นเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ที่มีอยู่เป็นระยะๆ
ตลอดจนความแข็งกร้าวของญี่ปุ่นยุคนายกฯ หญิง ที่จีนแผ่นดินใหญ่รู้สึกไม่สบายใจ
ส่วนกรณีของไทยก็ดังที่ทราบกัน ขัดแย้งหนักกับกัมพูชา ปะทะด้วยอาวุธหนักๆ กันมาแล้ว 2 รอบ ยังหวั่นๆ จะเกิดรอบ 3 หรือไม่
ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในเหล่านี้ รัฐบาลผสมชุดใหม่ของนายอนุทิน เหนื่อยหนักแน่ๆ
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังผงกหัว อาจไม่แน่เสียแล้ว
ข้าวตอกแตก