เป็นประเด็นสังคมวิพากษ์วิจารณ์ หลังพรรคแกนนำรัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมายโอนภารกิจกระทรวงการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และแยกกระทรวงกีฬาออกไปทำงานเฉพาะด้าน

ด้วยแนวคิด กระทรวงที่มีภารกิจใกล้กันควรรวมกัน เพื่อให้การกำหนดนโยบาย การบริหารงบฯ และบุคลากร เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในทางปฏิบัติ “การท่องเที่ยว” และ “การกีฬา” เป็นงานคนละแบบ การท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ชุมชน อุตสาหกรรมบริการ ขณะที่กีฬาเน้นพัฒนาศักยภาพนักกีฬา การแข่งขัน ฝึกซ้อม และมาตรฐานสากลของวงการกีฬา

เมื่อสองภารกิจรวมไว้ในกระทรวงเดียว จึงเกิดข้อจำกัด อีกทั้งการหารัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญทั้งการท่องเที่ยว และด้านกีฬาในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย

ผลจึงทำให้ภารกิจงานสองส่วน แม้จะเดินหน้าไปได้ แต่ก็ไม่เต็มศักยภาพ

ดังนั้น การนำกระทรวงการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม จึงน่าจะ “คลิก” กว่า เพราะวัฒนธรรมคือหัวใจการท่องเที่ยวยุคใหม่

นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้เดินทางมาแค่เพื่อชมสถานที่ แต่ต้องการสัมผัสเรื่องราว วิถีชีวิต อาหาร ศิลปะ ประเพณี และอัตลักษณ์ของผู้คนในแต่ละพื้นที่

หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยว ต่างใช้แนวคิด “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” เป็นเครื่องยนต์หลักไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ

ล้วนใช้พลังวัฒนธรรม หรือซอฟต์พาวเวอร์ เป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ขณะเดียวกันการแยกกระทรวงกีฬา ออกมาเป็นหน่วยงานเฉพาะ จะทำให้การพัฒนากีฬาไทยมีทิศทางชัดเจนขึ้น

สามารถมุ่งเน้นทั้งการสร้างนักกีฬาระดับโลก การพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา สร้างระบบการแข่งขันที่แข็งแรงตั้งแต่ระดับเยาวชน ไปจนถึงระดับอาชีพ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการ “แยก-รวม” กระทรวงนี้ อาจมีคนมองต่าง แต่พรรคแกนนำรัฐบาลตั้งเป้าเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาภายใน 6 เดือน

ซึ่งหมายถึงยังมีเวลาที่บรรดา “กูรู-ผู้รู้จริง” ทั้งสามแวดวง สามารถนำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ และรัฐบาลต้องรับฟัง

ทั้งนี้ เพื่อให้วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬาไทย เติบโตเต็มศักยภาพ เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน