การเมืองหลังเลือกตั้งเต็มไปด้วยเกมต่อรอง และการวางหมากกลที่ซับซ้อน
ล่าสุด “อนุทิน” ประกาศปิดดีลตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย ที่ตัวเลข 291 เสียง ร่วมกับเพื่อไทย และอีก 13 พรรคเล็ก
ตัวเลขนี้ถือว่าพอเหมาะพอควร ในมุมอ้างอิงของพรรคแกนนำรัฐบาล กล่าวคือ ไม่มากเกินไปจนบริหารจัดการยาก และไม่น้อยเกินไปจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพในสภา
แต่เบื้องหลังรัฐบาล 291 เสียง กลับมีความรู้สึกที่ “อนุทิน” ยอมรับตรงๆ ว่า “ไม่ชอบความรู้สึกนี้”
ที่ต้องผลักบางพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานกันมา หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ออกไปอยู่ฝั่งตรงข้าม
ซึ่งหมายถึงพรรคกล้าธรรม 58 เสียง ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
3 พรรคฝ่ายค้าน “ส้ม-เขียว-ฟ้า” รวมกันมีถึง 209 เสียง แม้ไม่มากพอจะโค่นรัฐบาล 291 เสียง แต่การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้
อีกทั้งฝ่ายค้านชุดนี้ยังมี “จุดเด่น” ที่หลากหลาย พรรคประชาชนมีฐานกระแส เก่งด้านการสื่อสารกับสังคม พรรคประชาธิปัตย์มีประสบการณ์สูงในสภา
ส่วนพรรคกล้าธรรมมีเครือข่ายและข้อมูลเชิงลึกในระบบราชการ โดยเฉพาะบทบาทของผู้กองธรรมนัส ที่หลายคนจับตา
ร.อ.ธรรมนัส ไม่ใช่นักบู๊หน้าใหม่บนสังเวียนอำนาจ บทบาทที่ผ่านมาก็ไม่ได้จำกัดแค่ในสภา แต่ยังมีเครือข่ายทางการเมืองกว้างขวาง และข้อมูลเชิงลึกจากระบบราชการ โดยเฉพาะในกระทรวงเกษตรฯ ที่ฝังรากมานาน
ในเกมตรวจสอบรัฐบาล ข้อมูลนี้อาจถูกใช้เป็น “อาวุธลับ”
การเมืองในอดีตมีบทพิสูจน์แล้วว่า จะอยู่จะไป ไม่ได้ตัดสินกันแค่จำนวนเสียง
เมื่อปี 64 เคยมีกลุ่มการเมืองในพรรคแกนนำรัฐบาล เดินเกมล้ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า เกมในสภาผันผวนได้ตลอด
ฉะนั้น รัฐบาลอนุทิน 291 เสียง อาจดูมั่นคงแข็งแรง แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ การรักษาเอกภาพภายในพรรคร่วม
ขณะที่ฝ่ายค้าน 209 เสียง แม้ยังไม่มากพอจะโค่นรัฐบาล แต่หากทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างมีข้อมูล มีจังหวะการเมืองที่ดี ก็น่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย
เกมการเมืองรอบใหม่กำลังจะเริ่มต้น
รัฐบาลมีเสียงมากกว่า แต่ฝ่ายค้านอาจมี “หมัดเด็ด” ที่รัฐบาลประมาทไม่ได้เช่นกัน
มันฯ มือเสือ