การเมืองขยับเข้าสู่วาระโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา

แต่กลับมีประเด็นที่สังคมค้างคาคือ คดี “ฮั้วสว.” ในมือกกต.ที่เสี่ยงถูก “ตัดจบ” ก่อนถึงศาล

สส.พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เปิด 4 ข้อสังเกตสะท้อนความกังวลต่อทิศทางของคดีนี้ พร้อมชักชวนประชาชนจับตาการประชุมกกต.อย่างใกล้ชิด

ข้อแรก คือ “น้ำหนักหลักฐาน” คณะสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมระหว่างกกต.-ดีเอสไอ มีมติให้ส่งคำร้องต่อศาลดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน

โดยอ้างอิงทั้งพฤติกรรมลงคะแนนที่มีรูปแบบผิดปกติ และข้อมูลเชิงลึก เช่น การนัดหมาย การว่าจ้าง และเส้นทางการเงิน ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ชัดเจนยิ่งกว่าคดีอื่นที่กกต.เคยส่งศาล และศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว

ข้อสอง “ความชอบธรรมของคณะอนุฯ วินิจฉัย ชุดที่ 36” ซึ่งมีมติเสนอให้ยุติคดีด้วยเหตุ “ไม่มีมูล” ความคลุมเครืออยู่ที่ทั้งกรอบเวลาซึ่งอาจเกินกำหนดตามระเบียบ และที่มาของการตั้งคณะชุดนี้โดยเฉพาะ ทั้งที่มีอนุฯ วินิจฉัยอยู่แล้วถึง 35 ชุด เหตุใดจึงต้องตั้ง “ชุดพิเศษ” นี้ขึ้นมา

ข้อสาม “เงาของผลประโยชน์ทับซ้อน” เมื่อกกต.ชุดใหญ่มีบางส่วนได้รับการรับรองจากสว.ที่ถูกกล่าวหา ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นอิสระจริงหรือไม่ หรือมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลัง

ข้อสุดท้าย “จังหวะเวลา” หากมีความพยายามเร่งสรุปคดีเพื่อไม่ให้เรื่องไปถึงศาลก่อนวาระเลือกนายกฯ หรือตั้งครม.ก็ยิ่งทำให้ข้อสงสัยเข้มข้นขึ้น เพราะผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับผู้ที่จะมามีบทบาททางการเมืองในอนาคต

ทั้งหมดไม่ใช่แค่ข้อโต้แย้งทางเทคนิค แต่คือคำถามต่อหลักนิติรัฐว่ากระบวนการยุติธรรมจะเดินหน้าตามพยานหลักฐาน หรือหยุดลงเพราะแรงจูงใจทางการเมือง

ในห้วงเวลาที่ความไว้วางใจต่อกกต.กำลังเปราะบาง การตัดสินใจของกกต.ในคดีนี้จึงน่าติดตาม

คำชักชวนของสส.พริษฐ์จึงไม่ใช่แค่การเมืองของฝ่ายค้าน แต่เป็นการเรียกร้องให้สังคมร่วมกันเฝ้าดูคดีฮั้วสว.อย่างไม่ละสายตา

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน