ราคาดีเซลขยับขึ้น 30 สตางค์ แต่สัญญาณการปรับเพดานตรึงราคาจากไม่เกิน 30 บาทเป็น 33 บาทต่อลิตร สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มรับภาระไม่ไหว และกำลังทยอยปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น

เรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่ราคาดีเซลจะไต่ระดับถึงเท่าไร แต่คือต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพประชาชน ที่จะขยับตามมาเป็นลูกโซ่

กับอีกสิ่งน่ากังวลคือ ความตื่นตระหนกของประชาชน

แม้ภาครัฐยืนยัน น้ำมันไม่ขาดแคลน มีสำรองใช้ได้ถึง 101 วันเป็นอย่างน้อย

แต่ความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ จนระบบขนส่งกระจายน้ำมันให้ปั๊มไม่ทัน เกิดเป็นภาพขาดแคลน

ความตื่นตระหนกนี้ ไม่ว่าเพราะกลัวขาดแคลน หรือกลัวแพงขึ้นอีก หากไม่จัดการให้ดีจะลามไปสู่การกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค ซ้ำเติมให้สินค้าขาดตลาด ดันราคาสูงขึ้นเกินจริง

บทเรียนภาครัฐจากอดีตทั้งช่วงโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระอุดหนุนจนงบประมาณติดลบมหาศาล การตรึงราคาจึงไม่ใช่คำตอบระยะยาว ตรงนี้ต้องยอมรับ

สิ่งที่ภาครัฐต้องทำ คือ สื่อสารให้ชัดและต่อเนื่องว่า น้ำมันยังมีพอ ลดข่าวลือ ลดความตื่นกลัว

ออกมาตรการเฉพาะสำหรับภาคการเกษตร อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ขนส่ง ฯลฯ ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมัน

คุมเข้มราคาสินค้าโดยเฉพาะ 59 รายการควบคุม ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง

บริหารโลจิสติกส์ให้คล่องตัว ขยายเวลาขนส่งน้ำมัน เพื่อแก้ปัญหาโกลาหลหน้าปั๊ม

ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องปรับตัวอย่างมีความรับผิดชอบ การขึ้นราคาสินค้าควรอ้างอิงต้นทุนจริง ไม่ใช่อาศัยจังหวะวิกฤตเพื่อทำกำไรเกินควร เพราะหากระบบเสียสมดุลสุดท้ายผู้ประกอบการเองก็ไม่รอด

ส่วนประชาชนคือตัวแปรสำคัญในห่วงโซ่

การไม่ตื่นตระหนก ไม่แห่เติมน้ำมัน-กักตุนสินค้า คือการช่วยลดแรงกดดันต่อระบบโดยตรง เช่นเดียวกับการประหยัดพลังงาน แม้ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าทำพร้อมกันทั้งประเทศ ย่อมสร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่

วิกฤตครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เลือกได้คือ อย่าปล่อยให้ความกลัวนำทางจนสถานการณ์เลวร้ายลง

แต่ต้องใช้สติและความร่วมมือ ประคองประเทศให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน