ในช่วงการเมืองถูกจับตาใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ผ่าน สะท้อนความพยายามสร้างความเป็นระบบและประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
การหารือร่วมกันระหว่างประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ กับสส.ตัวแทนพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ใช่แค่จัดตารางเวลาวันประชุม แต่ยังวางกรอบกติกาทำงานร่วมกันของสภา ที่จะมีผลตลอดระยะ 4 ปีของสภาชุดนี้
ข้อสรุปหลักๆ คือ การคงวันประชุมหลักไว้ในวันพุธและวันพฤหัสฯ ทุกสัปดาห์ พร้อมเปิดช่องให้มีการประชุมเพิ่มเติมในวันศุกร์ เดือนละ 1-2 ครั้ง หากมีวาระค้างพิจารณา หรือกฎหมายสำคัญต้องเร่งรัด
ในกรณีวันประชุมสภาฯ ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถเลื่อนหรือชดเชยวันประชุมได้ เพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาปัญหาของประชาชนต้องสะดุด หรือทิ้งช่วงไปนาน
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดกรอบเวลาเปิด-ปิดสมัยประชุมไว้ชัด ทั้งสมัยที่ 1 (14 มี.ค.-11 ก.ค.) และสมัยที่ 2 (25 ส.ค.-22 ธ.ค.) ตามกรอบ 120 วัน ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางเดียวกันตลอดวาระ 4 ปี
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสภาในการทำหน้าที่ ไม่ใช่แค่ทะเลาะเบาะแว้งโจมตีทางการเมือง แต่เป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนเสียงของประชาชน และผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาไปสู่ฝ่ายบริหาร
ในการประชุมสภา พุธที่ผ่านมา มีการพิจารณาญัตติเกี่ยวข้องกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง อันส่งผลต่อราคาน้ำมัน และราคาพืชผลทางการเกษตร โดยมี สส.ร่วมอภิปรายเกือบ 100 คน ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
เพื่อรวบรวมข้อเสนอส่งตรงไปยังรัฐบาล เพื่อดำเนินการในประเด็นเร่งด่วน โดยไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เป็นภาพสะท้อนความตื่นตัวในฐานะผู้แทนราษฎร ที่จะต้องใส่ใจต่อปัญหาความทุกข์ยาก ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง
นับเป็นบรรยากาศที่ดี ในยามประเทศกำลังเผชิญวิกฤตจากปัจจัยภายนอกและภายใน นักการเมืองไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน จึงควรเพลาๆ เกมการเมืองลง
หันมาใช้เวทีสภาเป็นพื้นที่ระดมความคิดหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน
เมื่อวิกฤตประเทศผ่านพ้น การเมืองจะเล่นเกมดุเดือดแค่ไหน ไม่มีใครว่า ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบประชาธิปไตย
มันฯ มือเสือ