สถานการณ์วิกฤตพลังงานไทยในห้วงเวลานี้ จุดศูนย์กลางแรงสั่นสะเทือน คนหนึ่งที่ต้องรับไปเต็มๆ คือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.

ที่ตกอยู่ในสถานะ “ตำบลกระสุนตก” ถูกฝ่ายค้านและสังคมตั้งคำถามรอบด้าน ทั้งประสิทธิภาพ และ ความโปร่งใส

ข้อกล่าวหารุนแรงคือประเด็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จากความเชื่อมโยงของครอบครัวกับธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมากกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศ

ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ยังตั้งข้อสังเกต ถึงจังหวะการประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร ช่วงดึกคืนวันที่ 25 มี.ค. ว่าอาจเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภา

ยิ่งทำให้ข้อสงสัยเรื่อง “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” เข้มข้นขึ้น

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงรักษาการ แต่ก็มีอำนาจบริหารและนิติบัญญัติอยู่ในมือเบ็ดเสร็จ

หมายความว่า รัฐบาลไม่สามารถปัดความรับผิดชอบไปให้ปัจจัยอื่นได้โดยง่าย

ตอนนี้นอกจากคำถามที่ว่า “ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปถึงจุดไหน?” ยังมีว่า “ใครได้ประโยชน์จากวิกฤตนี้?”

ระหว่างประชาชนที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูง หรือ กลุ่มทุนพลังงานที่อาจได้รับอานิสงส์จากราคาที่พุ่งขึ้น

วิกฤตพลังงานไทยจึงเป็นบททดสอบ ทั้งรัฐบาล และ ผอ.ศบก. ว่าจะลบล้างข้อครหา พิสูจน์ให้สังคมเห็นได้อย่างไรว่า การตัดสินใจทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เครือข่ายกลุ่มทุนรายใด

หากไม่สามารถคลี่คลายข้อสงสัย ฟื้นความเชื่อมั่นได้ทันเวลา

เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวผอ.ศบก. อาจไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่จะเป็นแรงกดดันที่ยากต้านทาน

เพราะวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้ตัดสินแค่ราคาน้ำมัน แต่ยังตัดสิน “ความชอบธรรม” ของผู้มีอำนาจ ว่าจะยืนอยู่ข้างประชาชน หรือปล่อยให้คำถามคาใจ

กลายเป็นเชื้อเพลิงวิกฤตศรัทธา ไหม้ลามหนักกว่าเดิม

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน