คดี 44 สส.มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ หลัง ป.ป.ช.ส่งสำนวนถึงศาลฎีกา เกมนี้ไม่ใช่แค่คดีความธรรมดา แต่เป็นบททดสอบพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าจะรับมือกับสิ่งที่พรรคเรียกว่านิติสงครามได้แค่ไหน
ที่ต้องลุ้นคือ หากศาลรับคำร้อง และไม่มีคำสั่งใดออกมา ตามกฎหมายเท่ากับว่า 10 สส.พรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยปริยาย ซึ่งทั้ง 10 คนล้วนมีบทบาทในสภาทั้งระดับแกนนำและตัวขับเคลื่อนหลัก
อย่างไรก็ตาม พรรคเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยการจัด “บัญชีสำรอง” ให้เลื่อนขึ้นมาแทนได้ทันที ทำให้ในเชิงจำนวน สส.แทบไม่สะเทือน ยังรักษาระดับเสียงในสภาไว้ได้ใกล้เคียงเดิม โดยเฉพาะฐานเสียงใน กทม.ที่ยังแข็งแรง หากต้องเลือกตั้งซ่อม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนจริงคือคุณภาพเชิงการเมืองของทีม
เพราะการขยับแถว 3 แถว 4 ขึ้นมาเป็นตัวหลัก ย่อมมีช่องว่างด้านประสบการณ์ ทั้งการอภิปรายในสภา การตอบคำถามสื่อ หรือการรับมือเกมการเมืองระดับสูง
แม้พรรคจะเร่งปั้นคนใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ของแบบนี้ต้องใช้เวลา
การปรับโครงสร้างพรรคปลายเดือนเม.ย. จึงเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญ มีสัญญาณชัดว่าจะดัน อ.ต้น-วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค
ขณะที่ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อาจถอยไปทำหน้าที่อื่นชั่วคราว พร้อมกับการดันคนรุ่นใหม่ เช่น ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ และทีมเศรษฐกิจ-พลังงาน เข้ามาเป็นแกนนำมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คดี 44 สส.อาจเป็นแค่ด่านแรก เพราะพรรคปชน.ยังมีชนักปักอยู่อีกหลายเรื่อง ทั้งคำร้องยุบพรรค หรือประเด็นข้อมูลสมาชิกหลุด ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงที่กดดันต่อเนื่อง
คำถามจึงไม่ใช่แค่รอดหรือไม่รอดในคดีนี้ แต่คือ ปชน.จะรักษาโมเมนตัมทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้หรือไม่ ในช่วงที่ต้องเปลี่ยนทั้งคนเปลี่ยนทั้งบทบาท
สุดท้ายแล้ว สนามนี้ไม่ได้วัดกันแค่ข้อกฎหมาย แต่วัดความอึดและความสามารถในการปรับตัวของพรรคการเมืองยุคใหม่ ว่าจะยืนระยะท่ามกลางแรงเสียดทานจากอำนาจอนุรักษนิยมดังเดิมได้แค่ไหน
มันฯ มือเสือ