จับสัญญาณได้ทันทีว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว สำหรับท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ต่อปัญหาเรื่องความไม่สงบในชายแดนภาคใต้
ที่เดินทางลงพื้นที่ ประชุมร่วมหน่วยงานศอ.บต. การพบปะนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และการพบปะนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่ถูกก่อเหตุลอบถล่มด้วยเอ็ม 16 โดยมีรถของกอ.รมน.เป็นพาหนะ
การแสดงท่าทีขอโทษ ต่อคำสัมภาษณ์ของพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 จากคำพูด “เป็นผมไม่ปล่อยให้รอด” และการพาดพิงโรงเรียนตาดีกา และปอเนาะ ว่ามีส่วนบ่มเพาะให้เกิดความรุนแรง
ก็ย่อมทำให้เห็นได้ว่า กระแสของคนในพื้นที่ มีความรู้สึกกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร
คำถามต่อมา คือสิ่งที่แสดงออกมานั้น ทันท่วงที และทำให้ประชาชน โดยเฉพาะชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด
เพราะตั้งแต่คืนที่ 19 มี.ค. ที่นายกมลศักดิ์ ถูกลอบยิง และหลังจากให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาค 4 เมื่อ 13 เม.ย. ท่านนายกฯ ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควรถึงแสดงท่าที
จนเกิดการตั้งข้อสงสัยว่านายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในระดับใด
เพราะหากใช้ทัศนคติเรื่องของความมั่นคง ดังที่แสดงออกให้เห็นจากท่าทีของแม่ทัพภาคที่ 4 ก็น่าเป็นห่วงว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ อย่างเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ก็อาจมีปัญหา
เมื่อเริ่มต้นด้วยการไม่เคารพอัตลักษณ์ ศรัทธา และความเชื่อมั่นของพี่น้องมุสลิมเสียแล้ว ก็ยากที่จะเดินต่อได้
และหากนายกฯ ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางนั้น ก็ต้องแสดงออกอย่างชัดเจนกว่านี้
อย่างน้อยเรื่องไอโอ ที่คอยด้อยค่าคนเห็นต่าง อย่างที่มองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ต้องหยุดลงโดยเร็ว
ไม่เช่นนั้น ก็เหมือนอาการปากว่าตาขยิบ ปล่อยให้ความเกลียดชัง ที่อาจขยายตัวเป็นใบอนุญาตฆ่าดำเนินต่อไปในพื้นที่
จึงต้องดูว่านายกฯ อนุทินจะแก้ไฟใต้ด้วยแนวทางใด
จะเดินหน้า หรือถอยหลังลงคลอง คงต้องติดตาม!!
รุก กลางกระดาน