การเมืองหลังสงกรานต์ทวีความเข้มข้น พรรคประชาชนก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.
ซึ่งจังหวะเวลาทางการเมือง 24 เมษายน ตรงกับวันที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดี อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อโครงสร้าง และขีดความสามารถของพรรคประชาชนในการทำหน้าที่แกนนำฝ่ายค้าน
ฝ่ายกฎหมายพรรคประเมินไว้ 3 ทาง ตั้งแต่ไม่รับฟ้อง ไปจนถึงการ รับฟ้องพร้อมคำสั่งให้ สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือแม้แต่การส่งเรื่องกลับให้ ป.ป.ช.แก้ไขคำร้องเพิ่มเติม
อีกด้านหนึ่ง สัญญาณ “ปรับทัพใหญ่” เริ่มชัดเจน การดัน อ.ต้น-วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ พร้อมการถอยของ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการ เป็นการปรับสมดุลระหว่างภาพลักษณ์ใหม่ กับความต่อเนื่องขององค์กร
ขณะเดียวกันการวางตัว ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์ เป็นโฆษกพรรค และดัน ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ไปทำหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้าน บ่งบอกถึงการจัดวางกำลังเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในมิติการสื่อสารและการต่อสู้ในสภา
ส่วนตำแหน่งแม่ทัพภาคต่างๆ อาทิ ภาคเหนือตอนบน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่, ภาคเหนือตอนล่าง นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก, ภาคอีสาน นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น, ภาคใต้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ และกทม. จะเป็นนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างนี้ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ จนกว่าจะได้รับการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ต้องรอผลคำสั่งของศาลฎีกาซึ่งเป็นปัจจัยตัวแปรภายนอก ที่พรรคควบคุมไม่ได้
เมื่อพิจารณาในภาพรวม การเคลื่อน ไหวของพรรคประชาชนในห้วงเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการออกแบบอนาคตภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย และแรงเสียดทานทางการเมือง
การประชุมใหญ่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การจัดทัพใหม่ หรือเลือกผู้นำใหม่
แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของพรรค ท่ามกลางสมรภูมินิติสงครามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ววัน
มันฯ มือเสือ