ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ภาคการเมือง ภาคประชาชน เอ็นจีโอ ไปจนถึงนักวิชาการ ร่วมกันกดดันรัฐบาลเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภาพการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล สะท้อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่

“พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นกฎหมายที่ต่อเนื่องจากสภาชุดที่ผ่านมา เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ พรรคการเมืองทุกพรรคให้การสนับสนุน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่จะส่งไปยัง สว. ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลต่างพร้อมจะสนับสนุนให้ผ่านตามขั้นตอน” นายกฯ ระบุ

คำยืนยันแม้จะช่วยคลายความกังวลไปบางส่วน แต่ยังไม่พอจะสร้างความเชื่อมั่น เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การพูดสนับสนุน แต่อยู่ที่การลงมือผลักดัน ให้ทันกรอบเวลาที่เหลืออยู่

เส้นตาย 13 พ.ค.2569 เป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมีเพียง ครม.เท่านั้นที่สามารถนำร่างกฎหมายนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาได้

แรงกดดันไม่ได้มาจากฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว กลุ่มสว.ภาคเหนือก็แสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่สภา

ในมุมภาคประชาชน “สภาลมหายใจเชียงใหม่” ตั้งข้อเรียกร้องตรงไปตรงมา หากรัฐบาลยังคงประวิงเวลา ไม่เพียงจะกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ยังสะท้อนถึงการขาดความรับผิดชอบในระดับนโยบาย

ขณะที่นักวิชาการย้ำชัดว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร อำนาจรัฐ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

การแก้ไขจึงต้องอาศัยกฎหมายที่ครอบคลุม มีโครงสร้างบริหารจัดการที่ชัดเจน และมีงบประมาณรองรับอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ทำให้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่แค่กฎหมายสิ่งแวดล้อมธรรมดา แต่เป็นตัวชี้วัดศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเชิงระบบ

ในทางการเมือง จึงเป็นบททดสอบรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย หากปล่อยให้ร่างกฎหมายนี้ตกไป ย่อมหนีไม่พ้นคำวิจารณ์ว่าเป็นการซื้อเวลา และขาดความจริงจังในการแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

เดดไลน์ 13 พ.ค.นี้ จึงไม่ใช่แค่เส้นตายร่างกฎหมาย แต่คือเส้นตายที่จะพิสูจน์ รัฐบาลภูมิใจไทย “พูดแล้วทำ” จริงหรือไม่

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน