ในห้วงเวลาที่บ้านเมืองต้องเผชิญวิกฤตรอบด้าน บทบาทผู้นำรัฐบาลมักถูกจับตาเป็นพิเศษ
กรณีนายกฯ อนุทิน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสมดุลในการบริหารงาน ที่มุ่ง “กระจายอำนาจ” จนบางครั้งถูกมองเป็นการ “ลอยตัว” จากปัญหาใหญ่ของประเทศ
ตัวอย่าง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนด้านความมั่นคง แต่กลับให้กองทัพภาคที่ 2 รับมือเป็นหลัก ฝ่ายการเมืองแทบไม่แสดงบทบาทเชิงรุกให้เห็นชัดเจน
วิกฤตพลังงานมอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ดูแล จนโดนทัวร์ลงหนัก ท้ายสุดต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ
เรื่องราคาสินค้าข้าวของแพง ก็เอาดาบยัดใส่มือ “ซูเปอร์จี” ให้ออกไปลุย
เหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ เชื่อมโยงคดียิงถล่ม สส.กมลศักดิ์ ลุกลามไปสู่ประเด็นอ่อนไหวทางสังคมและศาสนา แต่การจัดการปัญหา หลังจากนายกฯ ลงพื้นที่แค่วันเดียว เรื่องราวก็ถูกส่งต่อไปยัง รมว.กลาโหม
วิกฤตฝุ่นพิษ-ไฟป่า ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง กลับจากโชว์ตัวที่เชียงใหม่ ก็มอบหมายให้รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี รับไม้ต่อ
ประเด็นใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน และขยายเพดานหนี้สาธารณะ ก็สั่งให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ไปศึกษาเตรียมความพร้อม
แน่นอน อาจมองได้ว่านี่คือการ “ใช้คนให้ถูกกับงาน” ซึ่งเป็นหลักบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ แต่ในอีกมุมของเสียงวิจารณ์ก็สะท้อนความคาดหวังที่มากกว่านั้น
นั่นคือ ในยามประเทศเผชิญวิกฤตขนาดใหญ่ ผู้นำควรแสดงบทบาทนำ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานแล้วถอยออกมา
นายกรัฐมนตรีคือตำแหน่งของผู้รับผิดชอบสูงสุด นอกจากหน้าที่บริหารเชิงระบบ ยังต้องเป็นสัญลักษณ์ความเชื่อมั่นในยามวิกฤต
การลงมา “โชว์ฝีมือ” ในบางจังหวะ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นการยืนยันถึง “ความเป็นผู้นำ” ในสายตาประชาชน
การกระจายงานอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่การกระจายความรับผิดชอบจนขาดน้ำหนักเชื่อถือ อาจเป็นจุดอ่อนที่บั่นทอนศรัทธา
หากนายกฯ อนุทิน ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว การเลือกจังหวะลงมารับบทนำในวิกฤตสำคัญ
อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่าการพยายามจะยืนห่างจากปัญหาเสมอ
มันฯ มือเสือ