สถาบันพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจ “ทิศทางโค้งแรกสนามเลือกตั้ง กทม. 69” พบภาพรวมค่อนข้างชัด ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังนำคู่แข่งห่างพอสมควร
ถึงแม้ตัวเลข 31.5% ยังไม่ใช่ระดับถล่มทลายเหมือนเมื่อปี 2565 แต่เมื่อเทียบกับผู้สมัครรายอื่น ถือว่านำโด่ง
อันดับ 2 “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ได้ 13.1% ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ เกาะกลุ่มกันอยู่ในเลขหลักเดียว
ที่น่าสนใจคือ ฐานคะแนนชัชชาติ ไม่ได้มาจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายอยู่แทบทุกขั้วการเมือง ตั้งแต่คนที่เคยเลือกเพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ไปจนถึงพรรคประชาชน สะท้อนว่า “แบรนด์ชัชชาติ” ยังขายได้ในฐานะผู้ว่าฯ ที่ถูกมองว่าเน้นทำงาน มากกว่าทำการเมือง
ยิ่งดูจากผลสำรวจที่พบว่า คนกรุงกว่า 41.6% ยังนิยมผู้สมัครอิสระ มากกว่าจากพรรคการเมือง ก็ยิ่งเข้าทางชัชชาติ
ขณะเดียวกัน ฝั่งพรรคประชาชน แม้จะส่ง ดร.โจ ลงสนาม แม้ยังรักษาฐานคนรุ่นใหม่ไว้ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนแบบที่หลายคนคาดหวัง
จุดสำคัญอีกอย่าง คือสนามผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่ได้เดินตามอารมณ์การเมืองระดับชาติไปทั้งหมด
แม้พรรคประชาชนจะยังแข็งแรงในสนาม สส. แต่เมื่อเป็นการเลือกผู้ว่าฯ คนกรุงยังให้น้ำหนักกับ “ผลงาน” และ “ภาพความเป็นนักบริหาร” มากพอสมควร
อย่างไรก็ตาม เกมยังไม่จบง่ายๆ เพราะยังมี 24.1% ที่ตอบว่ายังไม่ตัดสินใจ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงพอจะเปลี่ยนเกมได้ หากช่วงโค้งสุดท้ายมีประเด็นใหญ่ หรือเกิดกระแสใหม่เข้ามา
โดยเฉพาะถ้าฝ่ายผู้ท้าชิงสามารถรวมคะแนนจากคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การแข่งขันกระชับขึ้นกว่าที่เห็นในวันนี้
แต่หากวัดจากโพลโค้งแรก 2569 เทียบกับฐานคะแนนเดิมเมื่อปี 2565 ภาพรวมยังเป็นชัชชาติ ที่มีแต้มต่อค่อนข้างมาก มีแนวโน้มสูงที่จะ “แบเบอร์” คว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย
ที่ต้องลุ้นไม่ใช่ ชัชชาติจะชนะหรือไม่
แต่อยู่ตรงที่จะสามารถทำลายสถิติสูงสุด 1.38 ล้านคะแนนเสียงของตัวเองจากครั้งก่อนได้หรือไม่เท่านั้น
มันฯ มือเสือ