เข้าสู่ช่วงสำคัญ และน่าจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคดีฮั้วเลือกสว.
คดีทางการเมืองสุดอื้อฉาว กระทบอย่างหนักต่อระบบรัฐสภา กระบวนการนิติบัญญัติ และต่อระบอบประชาธิปไตย
ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต.ทั้ง 7 คน เพื่อชี้ขาดจะส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือไม่
ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด ระบุชัดให้การพิจารณาชี้ขาดไม่เกิน 90 วัน
คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนก.ย.2569 นี้
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงภาพรวม โดยตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.ทั้ง 7 คน ผู้ชี้ขาด
มองความเป็นไปได้ 3 ทางเลือก 1.กกต.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แบ่งเป็นสว. 138 คน และอีก 91 คน เป็นแกนนำและเครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่
2.กกต.เห็นชอบตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ที่ตั้งขึ้นภายหลัง เห็นว่าไม่มีมูลความผิด
สุดท้าย กกต.อาจฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือส่งคำร้องเฉพาะบางคน แล้วยกคำร้องเฉพาะบางคน
ต้องติดตามกันต่อไป ผลการชี้ขาดของกกต. จะออกมาในรูปไหน
เป็นคุณ เป็นโทษต่อใครหรือไม่ จะรอดทั้งหมด หรือจะรอดเฉพาะบางส่วน ตัดตอนไม่ถึงบิ๊กนักการเมืองหรือไม่
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 ช่วงการเลือกสว. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยสูตรพิสดาร เลือกไขว้กันเองในกลุ่มอาชีพ
ท่ามกลางเสียงท้วงติงจากหลายฝ่าย เพราะมีช่องโหว่มากมาย จะเปิดโอกาสให้ทุจริตกันอย่างง่ายดายหรือไม่
ในที่สุดก็ฉาวโฉ่ ดังที่ปรากฏอย่างโจ่งแจ้งในวันที่ 26 มิ.ย.2567 ในการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย
อาทิ จัดตั้งมากันเป็นกลุ่มคณะ การสวมใส่เครื่องแต่งกาย การเดินทาง การเข้าพักโรงแรม
ตลอดจนผลคะแนน ที่ออกมาเกาะกลุ่มกันอย่างมีพิรุธ
ล่าสุดไม่กี่วันก่อน มีผู้เผยแพร่คลิปภาพและเสียงชัดเจน ขณะเจ้าหน้าที่กกต.เดินเก็บโพย
อีกหลักฐานสำคัญยืนยัน มีโพยจริง
ดังนั้น การชี้ขาดของ กกต.ทั้ง 7 คน ต้องคิดพิจารณาให้ดี เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าที่จะแบกรับเอาไว้
ถ้าไม่ตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน ระวังจะถูกดำเนินคดีเสียเอง
ข้าวตอกแตก