กรอบเวลา 1 ปี ที่นายกฯ อนุทิน วางไว้ให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคภูมิใจไทย คือ สัญญาณที่ส่งตรงไปถึงคนในพรรค
เนื่องจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภูมิใจไทยต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านทั้งกรณี TH-AI Passport ที่ดินเขากระโดง ปัญหานอมินีต่างชาติและผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต
ล้วนเป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายตรงข้ามยกขึ้นมาโจมตีต่อเนื่อง
แม้หลายกระทรวงและหลายคณะกมธ.จะอยู่ในความรับผิดชอบของคนในพรรค แต่กลับไม่ค่อยเห็นการออกมาชี้แจง หรือสื่อสารผลงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคถูกตั้งคำถาม
การขีดเส้นประเมินผลงาน 1 ปี จึงเป็นการบอกเป็นนัยว่า ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่สิ่งคงทนถาวร ใครทำงานไม่เข้าเป้าอาจถูกเปลี่ยนออกได้ทันที
เพื่อเปิดทางให้คนมีศักยภาพและพร้อมทำงานมากกว่าเข้ามารับช่วงต่อ โดยไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาแบบเดิม
ถ้าจริงตามนั้นก็หมายถึง นายอนุทินต้องการเน้นผลงาน มากกว่าโควตาแต่ละกลุ่มก๊วน
และแม้นายกฯ จะยืนยันเวลานี้ยังไม่มีการปรับ ครม. ทุกคนยังทำงานกันได้ดี แต่ก็ยังตามมาด้วยประโยคที่ว่า
“แต่หากทำความเสียหายให้บ้านเมืองเมื่อไหร่ ก็ต้องพิจารณาแก้ไขโดยทันที”
ประโยคนี้ทำให้ 1 ปีเป็นแค่กรอบเวลาประเมินปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรอครบ 1 ปีเสมอไป
ถ้าเกิดปัญหาใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง กระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาล การปรับเปลี่ยนก็เกิดขึ้นได้ฉับพลันทันที
การที่นายกฯ ออกมาพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะจึงเหมือนฉีดยากระตุ้นให้รัฐมนตรี สส.และผู้มีตำแหน่งทางการเมืองของพรรค ต้องเร่งสร้างผลงานให้ประชาชนเห็นเป็นที่ประจักษ์
เพราะหากมีผลงานแต่คนไม่เห็นไม่รับรู้ ก็ไม่แทบต่างจากไม่มีผลงาน
ดังนั้น คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่อีก 1 ปี ใครจะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน
แต่อยู่ที่ว่าสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันในตอนนี้ จะเปิดโอกาสให้รอได้ถึง 1 ปีจริงหรือเปล่า?
มันฯ มือเสือ