เป็นเรื่องร้ายแรงลำดับต้นๆ ของรัฐบาลอย่างแท้จริง สำหรับกรณีการเปิดเผยเรื่องข้อมูลภาครัฐรั่วไหล
เพราะแม้จะบอกว่าเป็นข้อมูลภาครัฐ แต่แท้ที่จริงก็คือข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ที่รัฐมีหน้าที่จัดเก็บดูแล
ดังที่เห็นจากการเปิดเผยข้อมูลหลุดจากกรมการขนส่งทางบก เรื่องของการครอบครองรถ ภาพถ่ายบัตรประชาชน และข้อมูลวันเดือนปีเกิด ของกรมการปกครอง หรือแม้แต่เรื่องข้อมูลสุขภาพ ที่อยู่ในความดูแลของสาธารณสุข
แน่นอนว่าหากมองกันง่ายๆ ข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นแค่ดาต้า ไม่ได้มีการทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ที่จะส่งผลเสียหายแบบจะแจ้ง หรือปัจจุบันทันด่วน
แต่ถ้าคิดให้ลึกไปกว่านั้น ใช้การพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ก็จะรู้ว่าหากข้อมูลเหล่านี้หลุดไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ หรือแก๊งสแกมเมอร์จะเกิดความเสียหายมากเพียงใด
ข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลหน่วยงานรัฐ ที่จะช่วยให้คนถูกหลอกเชื่อถือจนหลุดข้อมูลที่สำคัญมากกว่านั้น หรือแค่เอาข้อมูลเหล่านี้ไปสุ่มหารหัสโมบายล์แบงกิ้ง ก็สร้างความเสียหายเกินกว่าคณานับ
ดังที่จะเห็นเป็นข่าวมีคนถูกหลอกลวง เสียหายเงินเก็บทั้งหมด บางคนเป็นหนี้สิน ต้องหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย ครอบครัวทนทุกข์เหมือนตกนรกทั้งเป็น
ถ้ารัฐบาลที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ย่อมต้องเอาจริงเอาจัง เน้นย้ำแนวทางปฏิบัติไม่ให้ข้อมูลหลุดรั่ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อสุดท้ายข้อมูลที่หลุดออกไปไม่ได้มาจากการเจาะเข้าสู่ระบบ หรือการแฮ็กใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องของรหัสผ่านที่หลุดรอดออกไป
หรือเรียกได้ว่าไม่ว่าระบบจะเข้มแข็งขนาดไหน กำแพงจะแข็งแกร่งอยู่สูง แต่ดันทิ้งกุญแจไว้เรี่ยราด คนร้ายย่อมเข้าห้องไปลักทรัพย์ได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตามเมื่อมีเอกชนมาชี้จุดบกพร่องให้ แทนที่หน่วยงานรัฐจะได้นำไปทบทวน หาทางแก้ไข ปิดช่องโหว่
บางหน่วยงานกลับเลือกยืนกระต่ายขาเดียว ข้อมูลไม่หลุดไม่รั่ว และยังจะฮึ่มฮั่มขู่ฟ้องคนที่ออกมาแจ้งเตือน
หากไม่ได้กลัวเสียหน้า แต่ทบทวนอย่างมีวุฒิภาวะ ย่อมต้องปฏิบัติอย่างตรงข้าม ต้องออกหนังสือชื่นชม ขอให้มาเป็นที่ปรึกษา ปิดรูรั่วด้วยซ้ำ
เทียบไปเทียบมา ก็เหมือนเรื่องฮั้วสว. ที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาเปิดโปงพิรุธมากมาย ทั้งกระบวนการที่แบ่งงานกันทำ การเลือกตามโพยแบบเป๊ะๆ
สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสอย่างมากในการเลือกสว.
รัฐบาลควรจะต้องขอบคุณ ต้องกันไว้เป็นพยาน ต้องมาขอข้อมูล แล้วเร่งขจัดความไม่ถูกต้องออกไป
ต้องยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริต การฮั้ว ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบแน่น
และต้องสนับสนุนให้นำเรื่องนี้ไปสู่ศาลฎีกาให้ได้ รวมทั้งให้กลไกอย่างดีเอสไอเข้ามาดำเนินการ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม
แต่บุคคลในรัฐบาล นอกจากไม่ปกป้องนายยิ่งชีพ ยังดาหน้ามาฟ้องร้องดำเนินคดี
จึงไม่แปลกที่คนจะตั้งข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจริงใจแค่ไหนกับการสร้างความสุจริตโปร่งใสให้กับสังคม
ทั้งหมดนี้การกระทำมันสำคัญกว่าคำพูด ท่านนายกฯ ก็คงรู้ดี!!
รุก กลางกระดาน