ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่จริงๆ สำหรับแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชน ที่มีหัวหน้าพรรคเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ประกาศขับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม ออกจากวิปฝ่ายค้าน
หรืออีกนัยยะหนึ่ง ก็คือไม่นับว่าพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาชุดนี้
เพราะปกติแล้ว การที่จะรวมเสียงให้ได้ จะเน้นหนักที่การเป็นรัฐบาล ต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภา ถึงจะโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้
รวมทั้งการมีเสียงข้างมาก ก็มีผลในการโหวตผ่านกฎหมายต่างๆ ให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเสียงไว้วางใจ เพื่อให้อยู่ต่อไปได้ หากถูกอภิปรายซักฟอก
ขณะที่ฝ่ายค้านนั้น เรื่องจำนวนเสียงก็มีผล คืออย่างน้อยก็ต้องเกิน 100 หรือ 1 ใน 5 เพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
การตัดเสียงพรรคกล้าธรรม 58 เสียงออกจากฝ่ายค้าน แม้จะทำให้เสียงน้อยลง แต่ก็มีเกิน 1 ใน 5 อย่างเพียงพอ เท่ากับว่าไม่มีปัญหาใดๆ ในการทำหน้าที่ในสภา
และเมื่อดูเหตุผลสำคัญ ที่พรรคประชาชน ไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็พบว่าเกิดจากการโหวตผ่านพ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมฝ่ายค้านมีมติไม่เห็นชอบ
แต่พรรคกล้าธรรมทั้งหมด กลับยกมือเห็นชอบ แทนที่จะใช้วิธีที่น่าเกลียดน้อยกว่า อาทิ การงดออกเสียง ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจน
เมื่อประกอบกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอภิปรายรายบุคคล หรือทั้งคณะ ขั้นตอนสำคัญ ก็คือการกำหนดประเด็น กำหนดบุคคล
หากข้อมูลที่จะใช้อภิปรายรั่วไหลออกไป หรือถูกใช้เวลาที่นับในส่วนของฝ่ายค้านเอาไปอภิปรายอวยรัฐบาล ย่อมไม่เป็นผลดี
ข้ามฟากมาที่ฝั่งรัฐบาล ก็คงต้องดูการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะทำยังไงกับพรรคกล้าธรรม
เพราะหากดูรายละเอียด ปัญหาของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องเสียงสนับสนุนในสภา แต่เป็นความเชื่อมั่นนอกสภา ที่ลดวูบลงอย่างน่าใจหาย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโกงสอบท้องถิ่น ฮั้วเลือกสว.ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น
เรื่องโครงการต่างๆ ทั้งไทยช่วยไทย พลัส เอไอพาสปอร์ต ที่ไม่ปังดังใจหวัง หรือฝีมือการบริหาร ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ หรือน้ำท่วม ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนทั่วไปสบายใจมากนัก
ก็น่าสนใจว่าจะเอายังไงกับพรรคกล้าธรรม จะดึงมาร่วมรัฐบาล จะสามารถแก้ไขจุดด้อยได้หรือไม่ หรือยิ่งกระหน่ำซ้ำเติม ให้มีจุดอ่อนกลายเป็นเป้าโจมตีมากขึ้น
ยังไม่นับเสถียรภาพภายในรัฐบาลเอง เนื่องจากเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีจำกัด ต้องเอามาจัดสรรปันส่วนกันอีกรอบ
จะดึงเก้าอี้พรรคร่วม หรือจะตัดแบ่งจากกลุ่มตัวเอง ปัญหาก็ต้องมีแน่นอน
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังคงสอนให้รู้ว่า นักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ‘ความไว้วางใจ’ ก็ยังคงสำคัญ
เมื่อขาดความไว้วางใจ ก็ ‘ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก’ จะเป็นฝ่ายค้านก็ไม่ได้ เป็นรัฐบาลเขาก็ยังไม่เอา
ทำได้แค่เป็นฝ่ายคอยอยู่แบบนี้
รุก กลางกระดาน