ทิ้งหมัดเข้ามุม : โทษประหาร! จะเลิกหรือไม่เลิก

“รุก กลางกระดาน”

ยังคงเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคม

สำหรับประเด็นเรื่องที่ว่าประเทศไทยยังคงควรจะมีโทษประหาร หรือควรจะยกเลิกไปเสีย

แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ เหนือเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะฟันธงลงไปได้

อย่างไรก็ตาม การนำประเด็นขึ้นมา ถกเถียง นำเสนอ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผล ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่สังคมจะได้เรียนรู้ความเห็นที่แตกต่าง และพร้อมจะอยู่ร่วมกัน

แต่สิ่งที่น่าเสียดาย ก็คือแทนที่การแสดงออกจะเป็นไปอย่างอารยะ กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ความฉุนเฉียว!??

โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการให้โทษประหารยังคงอยู่

แทนที่จะอธิบายว่าการประหาร หรือการสั่งฆ่าใครคนใดคนหนึ่ง มันมีส่วนให้ปัญหาอาชญากรรม หรือคดีรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมลดลงได้มากขนาดไหน

กลับแสดงออกด้วยการไล่ให้คนที่เสนอยกเลิกการประหารชีวิต รับเลี้ยงนักโทษเอาไว้ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งแช่งชักหักกระดูก ขอให้คนในครอบครัวถูกกระทำด้วยความโหดเหี้ยม


ซึ่งไม่แน่ใจว่านอกจากความสะใจที่ได้แสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้มากน้อยแค่ไหน

แน่นอนว่าหากมองในมุมของผู้ถูกกระทำ ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว แต่การเสนอให้ยกเลิกโทษประหาร ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการลงโทษใดๆ กับการ กระทำความผิดที่เกิดขึ้น

แต่เป็นไปในหลักคิดว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากมีการอบรมกล่อมเกลาที่ดีพอ

ซึ่งไม่ได้หมายความกระบวนการดังกล่าวต้องเกิดขึ้นหลังการกระทำความผิด แต่ต้องทำตั้งแต่เกิด หรือก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ทั้งการศึกษา สาธารณสุข เพื่อให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต

ซึ่งการแก้ไขตั้งแต่ต้นตอ จะเริ่มได้ถ้าเราคิดว่าไม่ควรไปฆ่าใครที่ปลายทาง

แต่หากคิดว่าไม่ใช่ทางออก ประเทศไทยควรจะต้องมีโทษประหารก็ว่าไป

หรือหากไม่สะใจเพียงพอ จะให้ลงโทษแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หรือจะให้ปาหินใส่จนตายเหมือนบางประเทศ

ก็อยู่ที่จะตกลงกันในสังคม