ทิ้งหมัดเข้ามุม : พัฒนาคน รับมือภัยพิบัติ

“รุก กลางกระดาน”

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สำหรับปฏิบัติการถ้ำหลวง

ที่สามารถช่วยเหลือสมาชิกนักฟุตบอลทีมหมูป่า อคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย มาร่วม 2 สัปดาห์ออกมาได้สำเร็จ

ซึ่งต้องยกย่องความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน กู้ภัย และอาสาสมัครทุกคน

ที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือความช่วยเหลือจากต่างชาติ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี องค์ความรู้ รวมทั้งบุคลากรยอดฝีมือต่างๆ

โดยเฉพาะนักดำน้ำในถ้ำ ที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก จนสามารถปฏิบัติภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จลุล่วง

อย่างไรก็ตามเมื่อชื่นชมกับความสำเร็จของปฏิบัติการครั้งนี้แล้ว ก็จำเป็นจะต้องทบทวนเรื่องทั้งหมด เพื่อนำไว้เป็นบทเรียน ช่วยเหลือทุกชีวิตที่อาจต้องประสบเหตุภัยพิบัติเช่นนี้อีก

และต้องยอมรับความจริงส่วนหนึ่งว่า แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไทยจะมุ่งมั่นพยายามขนาดไหน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเราเก่งไม่เท่าคนอื่น แต่เป็นเพราะเราไม่ได้ผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางเช่นนี้มาก่อน


อย่างหน่วยซีล หรือชุดทำลายใต้น้ำ แน่นอนว่าความแข็งแกร่งเป็นมนุษย์เหล็กไม่มีใครปฏิเสธ

แต่คนกลุ่มนี้ก็ฝึกทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ไม่ใช่การปฏิบัติการกู้ภัยในถ้ำที่มืดสนิทและคับแคบ

จึงน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลหรือกองทัพ จะทุ่มงบประมาณสำหรับการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าเหล่านี้ขึ้น

จะฝึกจากทหาร หรือพลเรือน ก็แล้วแต่ความเหมาะสม

เพื่อให้ในอนาคตเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้เราจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน ซึ่งจะรวดเร็วทันเหตุการณ์กว่ารอกำลังสนับสนุนจากที่อื่น

หากติดขัดเรื่องงบประมาณ ก็เหมาะแล้วที่รัฐบาลจะทบทวนเรื่องการใช้งบซื้ออาวุธต่างๆ มาปรับลด แล้วนำมาใช้กับการฝึกอบรมครั้งนี้

เพราะหากเทียบกับเงินซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรือเหาะ 3 จังหวัดใต้ เครื่องจีที 200 หรืออัลฟ่า 6

เอามาใช้พัฒนาบุคลากรย่อมคุ้มค่า กว่าเยอะ

แถมไม่ต้องกังวลเรื่องข้อครหาเรื่องหักหัวคิวอีกด้วย!!