ทิ้งหมัดเข้ามุม : ดราม่าถ้ำหลวง

“สมิงสามผลัด”

สําเร็จลุล่วงไปแล้ว สำหรับการช่วยชีวิต 13 เด็กๆ และโค้ชทีมหมูป่า

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวงนี้ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ติดตาม แต่คนทั่วโลกจับตาอย่างใจจดจ่อ

สื่อทั่วโลกแทบทุกประเทศส่งนักข่าวลงพื้นที่ที่เชียงรายรายงานข่าวนี้

สิ่งที่ตามมาก็คือ ไทยได้รับการช่วยเหลือจากนานาชาติ ส่งทีมนักประดาน้ำ ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยชีวิต ฯลฯ มาสนับสนุนหน่วยซีลของไทยทำภารกิจจนสำเร็จ

ช่วงเวลา 17 วันที่มีการค้นหาและช่วยชีวิต เราจะรับรู้ข่าวคราวเรื่องนี้จากการรายงานของสื่อหลักๆ ของไทยทั้งทาง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไลน์

ฟีดข่าวนี้เต็มหน้าวอลล์ไปหมด

พอเป็นข่าวที่คนสนใจทั้งประเทศก็มักเกิดดราม่าตามขึ้นมา แต่คราวนี้กลับเป็นดราม่าที่ชาวเน็ตบางกลุ่มจ้องจับผิดการทำงานของสื่อต่างๆ

วิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวของสื่อต่างๆ หลังจากมีคำสั่งจากศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย หรือ “ศอร.” ให้กั้นพื้นที่ถ้ำหลวงเป็นเขตหวงห้าม

สั่งให้สื่อทั้งไทยและเทศไปอยู่ที่อบต. โป่งผา ซึ่งห่างไป 2 ก.ม.


ห้ามเปิดเผยชื่อเด็กๆ ห้ามถ่ายภาพ ให้รอฟังการแถลงข่าวเท่านั้น

เรื่องปิดกั้นพื้นที่นั้น ทุกสื่อให้ความร่วมมือ เพราะเห็นพ้องว่าจะไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

แต่สื่อทั้งไทยและต่างชาติต้องรายงานข่าวความเคลื่อนไหว เมื่อโดนปิดกั้นทุกช่องทางก็ต้องพยายามหาข้อมูลข่าวและภาพข่าวมานำเสนอให้ได้ ทั้งปีนต้นไม้ถ่าย เฝ้าอยู่ ริมถนน ลุยเข้าไปในป่า เฝ้าฟัง ว.อาสากู้ภัย ซึ่งทั้งหมดไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนที่ผิดกฎหมายก็ดันมีบางสื่อ เอาโดรนบินตาม ฮ. (อันนี้ไม่สนับสนุน ให้ทำ และไม่ใช่สื่อทั้งหมดทำแบบนั้น)

สุดท้ายก็กลายเป็นดราม่าโจมตีสื่อกันกระหึ่มโซเชี่ยล

ความจริงแล้ว เหตุการณ์แบบนี้จะ ไม่เกิดขึ้นเลย หาก “ศอร.” ทำทุกอย่างให้เป็น “ข่าวพูล” มีเจ้าหน้าที่อัพเดตข้อมูล ภาพ หรือคลิปที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ให้สื่อใช้รายงานให้คนทั่วโลกที่เฝ้าติดตามข่าวนี้แบบเรียลไทม์

แล้วรอท่านผู้ว่าฯแถลงสรุปเหตุการณ์ตอนค่ำทีเดียว

นี่เป็นอีก “โมเดล” ที่ควรนำไปใช้ หากเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ แบบนี้เกิดขึ้นในอนาคต

จะได้พอใจทั้งผู้รับผิดชอบ สื่อ และ ผู้อ่าน

รับรองไม่มีดราม่าแน่นอน