ทิ้งหมัดเข้ามุม : เป็นห่วงอย่างเดียวไม่ช่วยอะไร

“รุก กลางกระดาน”

หวาดผวาไปกันทั้งบาง สำหรับสถานการณ์น้ำในประเทศ เพราะกลัวจะซ้ำรอยครั้งน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

เนื่องปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งมีมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 โดยเฉพาะเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ 

ไม่เพียงแค่นั้นในเขื่อนระดับกลางอย่างเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี น้ำก็สูงเกินขีดจำกัด ต้องระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

ขณะที่ 3 เขื่อนในจ.กาญจนบุรี ทั้งเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนแม่กลอง ก็ต้องระบายน้ำเพิ่มเช่นกัน

เรียกว่าใครที่อยู่ท้ายน้ำท้ายเขื่อนก็อ่วมอรทัยกันไปตามๆกัน

ยิ่งไปกว่านั้นกรมอุตุนิยมวิทยา ก็ยังระบุว่าจะมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง มาเติมน้ำในเขื่อนให้มากขึ้นไปอีก

หากเจอพายุจะจะกันอีกสัก 3-4 ลูก ฝันร้ายเมื่อปี 2554 มีโอกาสกลับมาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามนอกจากชาวบ้านจะต้องก้มหน้าก้มตารับกรรม เก็บของหนีน้ำ ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับการระบายน้ำในเขื่อนแล้ว

ก็อดจะตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมการบริหารจัดการน้ำถึงได้มีปัญหาขนาดนี้ ไม่มีการพร่องน้ำรองรับฝนที่จะตกขึ้นมา


หรือบทเรียนเมื่อปี 2554 ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้บ้างเลยหรือ

จริงๆ แล้ว หากระดับเจ้าหน้าที่ดูแล ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ก็ควรลงมาทำหน้าที่ด้วยตัวเอง

ในฐานะที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการรับมือน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

ทำงานร่วมกับนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชามาได้อย่างดี

ย่อมสามารถถ่ายทอด-สั่งการได้ครบทุกมิติ อะไรที่ขาดตกบกพร่อง ก็มีม.44 เป็นเครื่องมือ

แม้ประชาชนจะไม่ได้เลือกพล.อ. ประยุทธ์ เข้ามาทำหน้าที่นายกฯ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ใช้เงินเดือนจากภาษีประชาชน

จึงไม่แปลกที่จะคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหา 

มีแผนการทำงานที่ชัดเจน ประเภทโทษรัฐบาลที่แล้ว และพร่ำบอกว่าเป็นห่วงอยู่ทุกเวลา

ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น