ทิ้งหมัดเข้ามุม : ทำไม “บิ๊กตู่” หงุดหงิด

“รุก กลางกระดาน”

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่คุโชนมาเป็นลำดับ รับกับกระแสการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

บุคคลที่น่าจับตามองที่สุด คงหนี ไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.

เนื่องจากอนาคตข้างหน้าจะดูสดใสกาววาว เรียกว่าเป็นเต็ง 1 นายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทยแบบนอนมา

เพราะไม่ว่าจะเป็นกลไกเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างไว้ 

ทั้งการเปิดโอกาสเสนอชื่อนายกฯ คนนอก ให้ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาเป็น ผู้ร่วมโหวตชื่อนายกฯ ได้

รวมถึงการเดินเกมเพื่อหาที่นั่งในสภาของบรรดานักการเมืองรุ่นเก๋า อาทิ กลุ่มสามมิตร หรือพรรคอื่นๆ ทั้งเก่าทั้งใหม่ ที่เดินหน้าดูดส.ส.กันอย่างอึกทึกครึกโครม 

ก็ประกาศชัดเจนว่าพร้อมจะชูมือเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย

แต่ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าเมื่อเส้นทางโล่งโปร่งสบายเช่นนี้ เหตุใด พล.อ. ระยุทธ์ ถึงต้องออกอาการหงุดหงิด โมโหโกรธา โดยเฉพาะกับสื่อ

ถึงขั้นประกาศจะไม่อดทนต่อสิ่งยั่วยุอารมณ์อีกต่อไป

หรือเป็นเพราะไม่เสนอความก้าวหน้าเติบโตทางเศรษฐกิจไปในทิศทางที่รัฐบาลป่าวประกาศ 

ก็คงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลเองก็มีช่องทางสื่อสารอยู่เต็มไม้เต็มมือ ทั้ง 6 โมงเย็น ทุกวัน และ 2 ทุ่มวันศุกร์

ที่สำคัญเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ประชาชนเขาล้วงกระเป๋าตัวเองดูก็รู้ ไม่ต้องให้ใครไปชี้นำ

หรือจะโมโห ที่สื่อไปโฟกัสการตอบโต้ กรณี “พ่อปู” กับ “แม่ปู” มากกว่าผลประชุมครม.สัญจร ที่ชุมพร

ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นขึ้นมาทั้งหมด

แต่การแสดงออกต่อที่สาธารณะก็เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึง

ไม่เช่นนั้นสุภาษิตที่ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ยังใช้ได้ถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้จะดีอยู่อย่าง ก็คือการแสดง ตัวตนให้ประชาชนได้เห็น จะได้นำไปพิจารณาว่าหากมีโอกาสได้ใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เลือกคนแบบไหนเข้ามาในสภา จะให้ใครเป็นนายกฯ

จะเอามาเป็นเจ้านาย หรือเอามาทำงานรับใช้

ก็เลือกกันได้ตามใจชอบ