ทิ้งหมัดเข้ามุม : รางวัลแด่คนต้านโกง

“รุก กลางกระดาน”

น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับกรณีของ น้องแบม น.ส.ปณิดา ยศปัญญา บัณฑิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และ ผู้ป่วยโรคเอดส์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นำไปสู่การตรวจสอบจนพบว่าเป็นการทุจริต และขยายผลพบอีก 67 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท

ที่ออกมาเปิดใจกับสื่ออีกรอบถึงความผิดหวังที่ไม่ได้รับเข้าทำงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ตามที่มี “ผู้ใหญ่” คนหนึ่งรับปากไว้ ในช่วงที่เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.

โดยเมื่อทวงถามกลับได้รับคำตอบว่า “ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และรอศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ที่ต้องการทำงาน เปิดรับสมัครเสียก่อน”

จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการดำเนินการทุกอย่างย่อมมีระเบียบ ขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน

ถ้าลัดขั้นตอนหรือให้สิทธิพิเศษกับคนคนหนึ่ง ย่อมเป็นการเอาเปรียบคนอีกหลายคน

หรือหากไม่พูดถึงระเบียบข้อปฏิบัติ เอาแค่ความเป็นจริง คนที่ไปฟ้องร้องหน่วยงานจนมีการรื้อสอบการทุจริตของกระทรวงไปทั่วประเทศ

ส่งผลให้คนระดับปลัดกระทรวงต้องกินยาพิษฆ่าตัวตาย


หากเข้าไปทำงานร่วมกันจริง สภาพการ กระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก็คงจะต้องเกิดขึ้น

ปัญหาก็คือ “ผู้ใหญ่” ที่ไปสัญญิงสัญญากับเขานี่ คิดอะไร หรือแค่พูดเอาสนุก เกาะกระแสให้เป็นข่าวไปวันๆ

พอถึงจังหวะต้องรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเองก็อ้ำอึ้ง ปัดสวะไปให้พ้นๆ

เดือดร้อนถึงรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม มืออภินิหารทางกฎหมาย ต้องงัดหลักเกณฑ์ยกเว้นให้น้องแบม เข้าทำงานที่ ป.ป.ท. ก่อนจะถูกวิพากษ์มากไปกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสงสัยว่าเมื่อน้องแบม ที่เปิดโปงตรวจสอบการทุจริต ได้รับการปฏิบัติด้วยดีเช่นนี้

แล้วคนอื่นๆ ที่ช่วยกันตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น จ่านิว อดีต น.ศ.ธรรมศาสตร์ และพวกที่พยายามสอบสวนเรื่องอุทยานราชภักดิ์ 

หรือกระทั่ง “ไผ่ ดาวดิน” ที่ต่อสู้กับการทุจริตอำนาจการปกครอง

ทำไมถึงลงเอยด้วยคดีความกันอีนุงตุงนัง

เกลียดโกงเกลียดทุจริตกันขนาดไหน ถึงเป็นกันอย่างนี้