ทิ้งหมัดเข้ามุม : จองเวรปู่คออี้

จองเวรปู่คออี้

ทิ้งหมัดเข้ามุม : จองเวรปู่คออี้

รุก กลางกระดาน

จองเวรปู่คออี้ – ต้องถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ที่มีดำริจะแจ้งความดำเนินคดีกับปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่เพิ่งจากโลกนี้ไปด้วยวัย 107 ปี

ในข้อหาบุกรุกครอบครองพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งที่กลุ่มชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้ยืนยันว่าเกิดในพื้นที่ดังกล่าว อาศัยอยู่ทำกินมาก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานฯ เสียอีก

จองเวรปู่คออี้

มีหลักฐานประวัติศาสตร์ว่าบ้านบางกลอยได้รับการจดทะเบียนเป็นหมู่บ้านโดยกรมการปกครองตั้งแต่ปี 2514 ก่อนจะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในปี 2524

ต่อสู้ยืนยันสิทธิ์กันเรื่อยมาจนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นี่แหละ บุกเข้าไปเผากระท่อมชาวกะเหรี่ยงจนราพณาสูร

นำมาซึ่งการฟ้องร้องกันในศาลปกครอง

ระหว่างนั้น บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ หลานชายปู่คออี้ ที่เป็นแกนนำต่อสู้ ก็หายสาบสูญ หลังจากถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือคนเก่า จับกุมในข้อหามีน้ำผึ้งป่า

จนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบชะตากรรม ซึ่งครอบครัวก็ทำได้เพียงสาปแช่งคนใจทรามที่ลงมือ

หวังว่ากฎแห่งกรรมคงจะตามทัน

เมื่อศาลปกครองตัดสิน ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ ให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่กลุ่มของชาวกะเหรี่ยงก็ไม่สามารถกลับไปอยู่ที่เดิมได้เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ

ผู้ฟ้องคดีก็ต้องกลายสภาพมาเป็นจำเลยทันที ตามความมุ่งมั่นของชุดพญาเสือ

ซึ่งก็ไม่รู้ไปจบสำนักกฎหมายที่ไหนมา ถึงระบุว่าแม้ปู่คออี้จะตายไปแล้วก็ต้องดำเนินคดีกับทายาท

กลายเป็นคำถามว่านี่คือการใช้กฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรมแน่แล้วใช่หรือไม่

จองเวรปู่คออี้

ที่ผ่านมากรณีบุกรุกพื้นที่ป่า เอาแค่ เขาสอยดาว จันทบุรี เขายายเที่ยง นครราชสีมา ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าใครไปอยู่ ใครถือครอง

มีความพยายามดำเนินการทางกฎหมายมากน้อยขนาดไหน

ไม่รวมเจ้าสัวใหญ่ นายทุน หรือบรรดาบิ๊กๆ ที่มีบ้านหรูในเขตพื้นที่ป่าสงวนหลายแห่งทั่วประเทศ

กระตือรือร้น กระเหี้ยนกระหือรือ เอาจริงเอาจังกันขนาดนี้หรือไม่

เป็นเรื่องที่ต้องทำให้กระจ่าง อย่าให้คนเอาไปนินทาว่าเก่งแต่กับชาวบ้านตาดำๆ

มันน่าละอาย!

บทความก่อนหน้านี้ข่าวข้นคนเข้ม:ถ้าเพื่อไทยถูกยุบ ทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องจุดธูปแก้บน ได้เพียบคะแนนคนเห็นใจ
บทความถัดไปหักทองขวาง : บทเรียน ชีวิต สรรเสริญ แก้วกำเนิด กับ “หัวโขน”