คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
ยังคงเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากอุบัติเหตุสยองรถตู้หลับในซิ่งข้ามเลนพุ่งชนปิกอัพจนมีผู้เสียชีวิตถึง 25 ราย
เพราะหากปล่อยให้เงียบเป็นไฟไหม้ฟาง ในอนาคตอันใกล้ ก็อาจเกิดเหตุสลดเช่นนี้ขึ้นอีกได้
จึงไม่แปลกที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรการแก้ไขป้องกัน
แน่นอนว่าหลายฝ่ายมองไปถึงการจัดระบบขนส่งมวลชนระบบราง ซึ่งเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูง ให้เสร็จสิ้นทั่วประเทศ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยขีดความสามารถ ประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดนี้ คงจะผลักดันให้โครงการทั้งหมดเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม คงจะเป็นไปได้ยาก
ก็ได้แต่หวังพึ่งมาตรการชั่วคราว
เมื่อผลการศึกษาระบุว่า รถตู้ไม่เหมาะที่จะเป็นรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบกก็ตัดสินใจสั่งให้เปลี่ยนจากรถตู้ เป็นรถไมโครบัส 20 ที่นั่ง
ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดจะให้เปลี่ยนในปี 2562 เป็นให้ดำเนินการทันที ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
แต่ต้องมาสะดุดกับข้อเป็นห่วงของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ที่ระบุว่า อาจต้องนำรถเก่าจากในกทม.ไปปรับปรุงแล้วเปิดใช้
เนื่องจากรถไมโครบัสมีราคาแพง!??
เท่ากับว่าคนในต่างจังหวัด จะได้ใช้รถไมโครบัส ที่เหลือใช้จากในกรุงเทพฯ
แล้วจะให้มั่นใจในคุณภาพได้อย่างไร
ทั้งที่จริงๆ แล้ว เรื่องการขนส่งมวลชน ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เข้ามาดูแลสนับสนุน
แม้ว่ารถโดยสารจะราคาแพง ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแล จะปล่อยให้ตามมีตามเกิด ก็อดเกิดคำถามว่ารัฐบาลได้ทำงานอะไรตามหน้าที่บ้างหรือไม่
แล้วเงินภาษีประชาชนที่เสียไป กลับคืนสู่สังคมเป็นอะไรบ้าง
แถมกรณีดังกล่าวยังเกิดขึ้นช่วงเดียวกับข่าวจัดซื้อรถถังจากจีน ระยะที่ 2 จำนวน 20 คัน วงเงิน 2 พันล้านบาท
หรือจะให้ชี้แจงว่าเหตุผลที่ไม่มีเงินสนับสนุนรถโดยสาร เพราะต้องเอาเงินไปซื้อรถถัง
ซึ่งประเทศชาติเราก็ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม และดูจะมีประโยชน์ก็คือเอาไว้จัดแสดงในวันเด็กแห่งชาติ
ประชาชนคงไม่อยากฟังเหตุผลอย่างนี้แน่นอน