คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

รุก กลางกระดาน

เป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีที่ชาวใต้ต้องเผชิญ

ตามข้อมูลที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสรุป มีถึง 12 จังหวัดประสบเหตุ มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 คน

หลายคนทรัพย์สินเสียหาย สิ้นเนื้อประดาตัว น้ำท่วมเกือบมิดหลังคาบ้าน ขาดแคลนอาหาร เครื่องดื่ม แทบจะยังชีพเอาไว้ไม่ได้

ดีที่พี่น้องชาวไทย น้ำใจจิตอาสาทั้งมวล ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด

ซึ่งต้องแสดงความชื่นชมกันไว้

แต่อีกมุมหนึ่งในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานราชการ ในเหตุวิกฤตครั้งนี้ก็ถือว่าน่าผิดหวังอยู่บ้าง

แน่นอนว่าทุกคนก็ทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ก็เป็นความ “เต็มที่” ในช่วงปกติเท่านั้น

หาใช่ช่วงวิกฤตเช่นนี้ไม่

เพราะหากย้อนดูข้อมูลพบว่ากรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้มาแล้วกว่า 40 ฉบับ

ฉบับแรกที่ประกาศคือเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2559 หรือเดือนกว่ามาแล้ว

แต่การเฝ้าระวัง แจ้งเตือนในมิติต่างๆ กลับไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

อีกทั้งเมื่อเกิดน้ำท่วมหนักจนวิกฤต ก็ไม่มีผู้บริหารที่มีอำนาจสั่งการลงพื้นที่เป็น กองบัญชาการส่วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรีที่มีหน้าที่โดยตรง

ไม่มีใครรับผิดชอบตรงนี้

ท่านอาจจะกังวลหน่วยราชการอาจเสียเวลามาต้อนรับ แต่อีกมุมหนึ่งก็ไม่มีใครกล้าตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดในช่วงวิกฤต

การทำงานทุกอย่างจึงเป็นไปตาม “ระบบราชการแบบไทยๆ” หน่วยงานต่างๆ ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ แต่เมื่อขาดศูนย์กลางสั่งการ ความช่วยเหลือจึงเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

บางกรณี อย่างเอาเรือรบไปทำครัวลอยน้ำ ขนส่งด้วยเฮลิคอปเตอร์ แม้จะรู้ว่าทำไปด้วยจิตใจบริสุทธิ์ แต่ก็อดสงสัยถึงความคุ้มค่า และประสิทธิภาพที่ได้รับ

ว่าเข้าข่ายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่

จริงๆ แล้วนายกฯ บิ๊กตู่ที่เคยฝ่าวิกฤตน้ำท่วมปี “54 มาพร้อมกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในสมัยเป็นผบ.ทบ. น่าจะเรียนรู้การบริหารในภาวะวิกฤตเมื่อครั้งนั้น และนำมาปรับใช้ในครั้งนี้

หากทำได้ความเดือดร้อนของประชาชนก็คงน้อยลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน