คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

รุก กลางกระดาน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวน่าสะทกสะท้อนจิตใจ สำหรับกรณีดีเอสไอแถลง ไม่รับคดีการหายตัวไปของ นายบิลลี่ หรือ พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ไว้เป็นคดีพิเศษ

โดยอ้างว่าเนื่องจากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่านายบิลลี่ ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 ได้ เสียชีวิตลงแล้ว

และหลังจากสืบสวนสอบสวนแล้วก็ ไม่พบวัตถุพยานและหลักฐานเพิ่มเติม

ทั้งนี้ บิลลี่ ถูกพบในลักษณะมีชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อบ่ายวันที่ 17 เม.ย. 2557 ขณะขี่จยย.บรรทุกน้ำผึ้งป่า ลงมาจากบ้านบางกลอย และถูกจนท.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้ เนื่องจากมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง

จากนั้นจนท.แจ้ง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น เดินทางมาที่ด่านเขามะเร็ว พร้อมลูกน้องอีก 3 คน และน.ศ.ฝึกงาน 2 คน

จากนั้นก็ควบคุมตัวขึ้นรถไป และอ้างว่าได้ปล่อยตัวไปกลางทาง เพราะเห็นว่าปริมาณน้ำผึ้งป่าที่มีไม่มากนัก จึงแค่ตักเตือน

ทิ้งคำถามคาใจว่าถ้าน้ำผึ้งจำนวนเล็กน้อย จะต้องถ่อขับรถไปควบคุมตัวนาย บิลลี่ด้วยตัวเองทำไม

และจับแล้วก็ปล่อยตัวไปกลางทาง เพื่ออะไร!!?

นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้เกือบ 2 ปีกว่า ก็ไม่มีใครพบเจอกับบิลลี่อีกเลย

อย่างไรก็ตามการสืบสวนสอบสวนของตำรวจบช.ภาค 7 ก็พบพิรุธจำนวนมาก

แต่คดีก็ไม่คืบหน้าเพราะเจออุปสรรคหลายประการ

มาถึงวันนี้เมื่อญาติของบิลลี่ หวังพึ่งกลไกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ต้องผิดหวังกลับไปอีก

จึงนำมาซึ่งคำถามว่าต้องมีพยานหลักฐานอะไร ถึงขั้นไหน ถึงจะเพียงพอให้ดีเอสไอเหลียวแล และรับเป็นคดีพิเศษ

การหายตัวไปของประชาชนคนหนึ่ง ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนของตัวเองนานเกือบ 3 ปี

ไม่เพียงพอใช่ไหม?

ไม่แปลกใจว่าทำไมภรรยาของบิลลี่ และตัวแทนของยูเอ็นจะแสดงความผิดหวัง

นับจากวันนี้คงจะหวังพึ่งได้แค่กฎแห่งกรรม!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน