คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

สมิงสามผลัด

นับเป็นการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ในปีนี้เลยทีเดียว สำหรับเหตุคาร์บอมบ์ถล่มห้างบิ๊กซีกลางเมืองปัตตานีเมื่อบ่ายวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา

แรงระเบิดทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บครึ่งร้อย มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ และอาการโคม่าหลายราย ต้องเข้ารับการผ่าตัดช่วยชีวิตเร่งด่วน

นอกจากตัวอาคารที่เสียหายแล้ว ยังมีรถยนต์เสียหาย 24 คัน และรถจยย.เสียหาย 30 คัน

ที่สำคัญจากการตรวจสอบพบว่าระเบิดบรรจุในถังแก๊ส 2 ลูก น้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัม อานุภาพทำลายสูงมาก ซึ่งคนร้ายต้องการให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

เพราะนำปิกอัพบรรทุกระเบิดไปจอดไว้ตรงประตูทางเข้าออกตัวห้าง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีประชาชนเดินทางไปจับจ่ายซื้อของเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะผู้ปกครองจูงลูกหลานไปซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนเนื่องจากเป็นช่วงเปิดเทอม

การลงมือที่อุกอาจและโหดร้ายครั้งนี้เกิดกระแสต่อต้านจากองค์กรนานาชาติทันที

นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุดังกล่าว

ระบุว่า ขอประณามเหตุระเบิดครั้งนี้ซึ่งเป็นการก่อเหตุในสถานที่ที่ทราบกันดีว่ามีเด็กและประชาชนอยู่พลุกพล่าน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่ควรมีเด็กคนใดต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอันตรายเช่นนี้Ž

ส่วนนายแชมพา พาเทล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงประณามการโจมตีที่ศูนย์การค้าในปัตตานีว่าเป็นการกระทำที่จงใจสร้างความสะเทือนขวัญต่อพลเรือน และยังแสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้คน

แอมเนสตี้ ยังเรียกร้องให้ทางการไทยต้องสั่งการให้มีการสอบสวนอย่างอิสระและมีประสิทธิภาพทันที โดยรัฐมีหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่สำคัญทางการไทยต้องพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และต้องไม่บังคับใช้การลงโทษด้วยการประหารชีวิต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน