คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
เป็นเรื่องฮือฮาระดับโลกเลยทีเดียว เมื่อนายเอ็มมานูเอล มาครง นักการเมืองหนุ่มวัย 39 ปี ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างล้นหลาม ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส
เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มาจากพรรคการเมืองสายกลาง
ที่จริงแล้ว ในสังคมโลก บรรดาผู้นำที่ได้รับเลือกมาดำรงตำแหน่งในวัยหนุ่มก็มีไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา หรือกระทั่งนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
ซึ่งทั้งคู่ก็ดำรงตำแหน่งในวัยเพียง 40 ต้นๆ เท่านั้น
แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคนรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนสังคมให้หมุนเวียนเปลี่ยนไป
ยิ่งในภาวะที่การพัฒนาของโลก การเชื่อมต่อไร้พรมแดน ยิ่งต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเข้าถึงมาทำหน้าที่
แน่นอน ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นำที่อายุน้อยจะดีเสมอไป เพราะประเทศแถบเอเชีย ก็เคยมีผู้นำอายุน้อย แต่แทนที่จะมีหัวก้าวหน้า กลับอนุรักษนิยมสุดโต่ง เห็นดีเห็นงามกับการปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมสนับสนุนเผด็จการทหารให้มีอำนาจกดหัวประชาชน
จนทำให้ประเทศนั้นๆ เข้าใกล้ความล่มจม ก็เคยมีมาแล้ว
ในประเทศไทยเอง ก็น่าเสียดายที่ยังไม่ได้เข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง โอกาสที่คนรุ่นใหม่จะออกมาแสดงตน ขอฉันทามติเพื่อบริหารบ้านเมืองก็เลยยังไม่เกิดขึ้น
แต่อย่างนั้นก็ยังดีที่มีคนอย่าง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาฯ ประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่แม้แต่ยังไม่ได้รับตำแหน่ง ทำหน้าที่อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่การแสดงวิสัยทัศน์ก็บาดลึกคนรุ่นเก่าหัวใจไดโนเสาร์ จนกรี๊ดกร๊าดไปกันใหญ่
อีกคนที่ยกเว้นพูดถึงไม่ได้ ก็คือ ไผ่ ดาวดิน หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา น.ศ. ม.ขอนแก่น ที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน และของประชาชน จนได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน
แม้ตัวไผ่เอง จะถูกคุมขังโดยศาลไม่ให้ประกันตัวเพื่อไปรับรางวัลที่เกาหลี แต่ชื่อชั้นก็ติดระดับโลกไปแล้ว
ดูหน่วยก้านคนรุ่นใหม่ในประเทศนี้แล้ว คนรุ่นเก่าที่ยังคงยึดติดไม่ปล่อยวางด้วยเหตุผลเป็นห่วงบ้านห่วงเมือง
ก็คงวางมือได้อย่างสงบ และสบายใจ