คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับการบริหารงาน ของคสช. ในช่วงที่รัฐธรรมนูญ 60 ประกาศใช้
มุ่งหน้าตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้ง ในปี”61
รัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ส.ว.ที่แต่งตั้งจากคสช. โหวตชื่อนายกฯ ได้ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้เลือกนายกฯ คนนอกได้
พร้อมฟื้นครม.สัญจรไปยังทุกภาคของประเทศเพื่อเข้าถึงเข้าใกล้ประชาชน
ย่อมมองเห็นช่องทางความพยายาม “อยู่ต่อ”
แต่เปลี่ยนจากรัฐประหาร มาใช้ช่องทางเลือกตั้ง
แต่เมื่อเห็นท่าทีอื่นๆ ก็ยิ่งสงสัย
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ม.44 ไฟเขียวรถไฟความเร็วสูงจีน ยกเว้นสารพัดกฎหมายที่ออกมาเพื่อควบคุมดูแลให้เกิดความโปร่งใส
ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อรัฐ กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ฯลฯ
รวมไปถึงอนุญาตให้สถาปนิก-วิศวกรจีน เข้ามาปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมาย
เมื่อมีคนข้องใจสงสัย อย่างนายรังสิมันต์ โรม นักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่เตรียมจะยื่นหนังสือให้เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง
ก็บุกจับ อ้างหมายจับจากคดีประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อปี”59
ความผิดเพราะไปแจกใบปลิว!??
ไม่เพียงแค่นั้นยังใช้ม.44 ปลดล็อกการใช้ที่ดินส.ป.ก. ที่เดิมให้ใช้ได้แค่การเกษตร ให้ใช้ผลิตปิโตรเลียม ผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม และสำรวจแร่ ในพื้นที่ 3,695 ไร่
เลิกคำสั่งคุ้มครองของศาลปกครองไปด้วยคำสั่งม.44
ย่อมเกิดคำถามว่า “บริษัท” ที่ได้รับการยกเว้น ใหญ่โต หรือมีความสัมพันธ์ระดับไหนกับคนในรัฐบาล
ถึงอำนวยความสะดวกให้ขนาดนี้
ทั้ง 2 กรณีเกิดกระแสคัดค้านไปทั้งบ้านทั้งเมือง !??
นอกจากนี้ยังมีท่าทีอื่นๆ ที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นการส่งทหารบุกตรวจบ้านนักศึกษา เชิญกินกาแฟในค่ายทหาร
สะท้อนบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวให้หวนคืนมาอีก
จนน่าเป็นห่วงว่าอาจจะกระทบกับคะแนนนิยม หากมุ่งหวังจะผ่านกระบวนการเลือกตั้ง กลับมามีอำนาจอีก
แม้เจ้าตัวจะไม่สนใจ ก็น่ากังวลแทนพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ลูกหาบ
แต่หากไม่หวั่นไหวจริง ก็น่าสงสัยว่ามีแผนสำรองก้าวขึ้นสู่อำนาจอยู่แล้ว
ถึงไม่ต้องฟังเสียงของประชาชน